หานซู่ครุ่นคิดครู่หนึ่งก่อนเอ่ยขึ้น
“ท่านกั๋วกง ทหารม้าเหล็กแห่งกองทัพเจิ้นซีของเราทำให้แม้แต่พวกคนเถื่อนยังหวาดกลัว แล้วจะกลัวกองทัพกบฏพวกนี้ได้อย่างไร?”
หลินเฟิงพยักหน้า “ความคิดนี้ถูกต้อง”
หม่าปู้เซวียนกล่าวว่า “ยังคงเป็นเรื่องลดความสูญเสียในการรบ ต้องหาวิธีลดการบาดเจ็บล้มตายของเหล่าทหารให้มากที่สุด”
“อืม เรื่องนี้ก็ถูกต้อง”
ตั่งกุ้ยหงยกมือขึ้น “ต้องเลือกชัยภูมิให้ดี เรื่องนี้สำคัญยิ่ง”
หลินเฟิงพยักหน้าต่อ
“หากเป็นพื้นที่เหนือลมยิ่งดี”
เซี่ยจ้งถอนหายใจอย่างเสียดาย
“เฮ้อ หากค่ายทหารเกราะหนักอยู่ที่นี่ก็คงดี”
หลินเฟิงจึงชี้นิ้วไปที่เขา
“อืม นี่จึงจะเรียกว่าพูดถึงประเด็นสำคัญ พวกเจ้าพูดเพียงข้อเรียกร้อง แต่ไม่ได้บอกวิธีการ มีเพียงเซี่ยจ้งที่ใส่ใจขบคิดถึงจุดสำคัญของชัยชนะอย่างแท้จริง”
ใบหน้าเซี่ยจ้งแดงก่ำด้วยความตื่นเต้น เมื่อได้รับคำชมจากหัวหน้าต่อหน้าทุกคน ในใจก็ย่อมยินดีเป็นอย่างยิ่ง
“ครานี้ค่ายทหารเกราะหนักนำทหารม้าไปเพียงห้าพันนาย ให้ประจำอยู่แนวหน้าสำหรับการบุกทะลวง ส่วนทหารม้าเบาอีกห้าพันนายตามเข้าจู่โจม”
หลินเฟิงกวาดตามองทุกคน
“เหตุที่ข้ายอมรับวิธีการรบเช่นนี้ ก็เพราะเรามีค่ายทหารเกราะหนัก การใช้ทหารม้าเกราะหนักพุ่งเข้าประจัญบานจะสร้างความเสียหายร้ายแรงแก่ฝ่ายตรงข้าม ทหารม้าศึกของพวกคนเถื่อนก็เคยพ่ายแพ้อย่างหนักมาแล้ว”
แม่ทัพส่วนใหญ่ในกระโจมทหารยังไม่เคยเห็นทหารม้าเกราะหนักเช่นนี้ จึงมองหลินเฟิงด้วยสีหน้าสงสัยใคร่รู้
“ในเมื่อทุกคนไม่มีความเห็น เช่นนั้นก็ลองเสี่ยงเดิมพันกับกองทัพกบฏสักครา ชิงเมืองใหญ่ของพวกมันมาให้ได้หนึ่งเมือง”
หลินเฟิงโบกมืออย่างฮึกเหิม
