อ๋องรุ่ยได้รับรายงานการศึกจากแนวหน้า เมื่อเห็นว่าทหารองครักษ์หลวงยับยั้งการรุกของกองทัพกบฏได้ในที่สุด ก็ยินดีเป็นอย่างยิ่ง
เรื่องนี้ต้องกราบทูลให้ฝ่าบาททรงทราบโดยเร็ว เพื่อไม่ให้ทรงกังวลเกินไป
แม้ในรายงานการศึกจะกล่าวชมเหล่าแม่ทัพอย่างจวีเฉาเยว่ เว่ยหมิง และจ้าวซั่วอย่างยกใหญ่
แต่อ๋องรุ่ยกระจ่างแก่ใจดีว่า กำลังรบของทหารองครักษ์หลวงกองนี้ได้รับการยกระดับขึ้นมากด้วยเหล่าทหารจากกองทัพเจิ้นซี จึงต่อกรกับกองทัพกบฏได้อย่างสูสี
อดทอดถอนใจมิได้ หากหลินเฟิงยอมเชื่อฟังตนทุกประการ ไฉนจึงลงเอยเช่นนี้ได้
ทั้งที่สามารถสร้างคุณูปการอันยิ่งใหญ่แก่ราชสำนักได้แท้ ๆ แต่กลับทะนงตนเกินไป คิดเป็นปรปักษ์กับราชสำนัก แล้วจะมีจุดจบที่ดีได้อย่างไร
เขาสะกดความคิดในใจ ก่อนก้มหน้าลงเขียนฎีกา
หลินเฟิงหายสาบสูญไป อีกทั้งยังบาดเจ็บสาหัส ไม่รู้เป็นหรือตาย
ผู้ที่ยินดีที่สุดย่อมเป็นสวี่จิ้นกับพระสนมตู้
ทั้งสองซื้อเรือนเล็ก ๆ ไว้นอกวังหลวงแห่งหนึ่ง ใช้เป็นสถานที่นัดพบลับ ๆ
ยามนี้ทั้งสองเพิ่งบรรเลงศึกรักกันอย่างถึงอกถึงใจ ต่างหอบหายใจแรง นอนหงายอยู่บนเตียง แม้เรี่ยวแรงทั่วร่างจะอ่อนระทวย แต่จิตใจกลับเบิกบาน
นานแล้วที่มิได้เสพสุขกับกิจกรรมชวนให้เลือดลมพลุ่งพล่านเช่นนี้
มีเพียงการระบายอารมณ์ที่อัดอั้น ทั้งยังต้องเก็บเสียงและออกแรงอย่างหนัก
“สวี่จิ้น ท่านว่าหลินเฟิงตายจริงหรือ”
สวี่จิ้นจ้องคานห้องอยู่นาน ก่อนหัวเราะหึ ๆ
“เจ้าอยู่ในวังมานาน ไฉนจึงไม่รู้ถึงความร้ายกาจของอารามอวี้เฉวียนเล่า สถานที่นั้นประหนึ่งแดนเซียน หากคิดเอาชีวิตผู้ใด ก็เป็นเรื่องง่ายดายมิใช่หรือ”
