ยามนี้จักรพรรดิคัมมุจึงละสายตาจากฎีกา ยกมือคลึงหว่างคิ้ว
“ด้วยนิสัยของเจ้า หากบอกให้รู้ชัด คนอื่นก็ย่อมรู้ไปด้วย”
“เสด็จพ่อ... ไอโกะมีปากมากถึงเพียงนั้นเชียวหรือ”
จักรพรรดิคัมมุส่ายหน้า “หากไม่มีธุระก็หัดใช้สมองเสียบ้าง วัน ๆ รู้แต่เข่นฆ่าต่อสู้ จะเหมือนเด็กสาวได้อย่างไร”
“เสด็จพ่อ ไอโกะอยากช่วยแบ่งเบาภาระของแผ่นดินเพคะ”
“เจ้าทำให้เราหนักใจพออยู่แล้ว ทั้งวิ่งวุ่นยุยงผู้อื่นให้ก่อเรื่อง ยังจะเรียกว่าแบ่งเบาภาระได้อย่างไร”
เมื่อได้ยินน้ำเสียงเข้มงวดของเสด็จพ่อ ไอโกะก็พลันก้มหน้า ไม่กล้าโต้แย้งอีก
อ๋องไทกิจิมีท่าทีอ่อนโยน เขาหัวเราะเบา ๆ
“นับว่าน้ำใจขององค์หญิงไอโกะน่าซาบซึ้ง สงครามครั้งนี้มิได้สู้กันด้วยกำลังทหารเท่านั้น ยังเกี่ยวพันถึงเศรษฐกิจและแนวทางการเมืองด้วย เรื่องนี้ซับซ้อนอยู่บ้าง ต่อไปองค์หญิงลองคิดให้มากขึ้น ก็จะเข้าใจเหตุผลเบื้องหลังเอง”
“เพคะ ท่านลุงสั่งสอนได้ดี ไอโกะเข้าใจแล้ว”
จักรพรรดิคัมมุวางมือทั้งสองลงบนโต๊ะเตี้ยแล้วลุกขึ้น เดินไปมาภายในตำหนัก
“ยอดทหารสามหมื่นนายของตระกูลโทโยโทมิยังคงประจำอยู่บนเกาะชินมง ต่อให้เรามีราชโองการ เขาก็ไม่กล้าข้ามทะเลไปช่วยสุ่ยเจ๋อกับจวี้ปานอีก”
ไทกิจิพยักหน้า “โทโยโทมิ คาซูโอะรู้จักเรียนรู้แล้ว รู้จักเก็บรักษากำลังทหารของตนไว้”
“ก่อนหน้านี้ให้ตระกูลพวกเขาส่งคนและเรือไปตีต้าจง ไพร่พลเสียหายไม่น้อย แต่ก็ยังหยุดสงครามภายในตระกูลที่ต้าเหอไม่ได้ การศึกกับกองทัพเจิ้นซีครานี้ นับว่าทำให้พวกเขาได้ลิ้มรสความลำบาก หากปล่อยให้เป็นเช่นนี้ต่อไป กว่าพวกเขาจะคิดรวมใจร่วมต้านศัตรูภายนอก เกรงว่าจะเหลือคนไม่มากแล้ว”
