ว่านเฉวียนพาจ้าวเหวินฉี่กับหลวนสุ่ยมุ่งหน้าออกจากวัง
ทั้งสามคนต่างเงียบงัน ในใจกระจ่างดีว่าฝ่าบาทยังคงเข้าข้างพระอนุชาของตน
แม้ไท่ซือว่านจะมีตำแหน่งสูงและอำนาจล้นฟ้า ท้ายที่สุดก็ยังสู้พี่น้องร่วมสายเลือดตระกูลจ้าวไม่ได้
อ๋องรุ่ยกลับถึงจวนอ๋อง แม้จะอัดอั้นโทสะเต็มอก แต่ก็จำต้องคำนึงถึงบัลลังก์ของราชวงศ์ตน
กำแพงนครหลวงทั้งสูงทั้งหนา อาจต้านทัพกบฏได้ชั่วคราว แต่ไม่อาจต้านได้ตลอดไป
หากคิดพลิกแพลงจากพ่ายเป็นชนะ ยังต้องพึ่งหลินเฟิง
ยามนี้กองทัพกบฏล้อมเมือง หากคิดส่งข่าวออกไป ความยากลำบากย่อมเพิ่มขึ้นหลายเท่า
อ๋องรุ่ยเองก็กลัดกลุ้ม เขาครุ่นคิดไม่ออกว่าหลินเฟิงกำลังคิดสิ่งใดอยู่กันแน่
ต่อให้ไม่พอใจท่าทีของฝ่าบาท ถึงกับไม่เห็นแก่หน้าของตนเชียวหรือ
เจตนาของหลินเฟิงนั้นเรียบง่ายยิ่ง เขาต้องการให้วิกฤตสงครามบดขยี้ความทะนงตนของเหล่าขุนนางใหญ่ในราชสำนัก
ไม่ว่าครองตำแหน่งสูงส่งเพียงใด เมื่อต้องเผชิญความเป็นความตาย ทุกคนล้วนพังทลายได้ทั้งสิ้น
ยิ่งเมื่อคนทั้งตระกูลต้องประสบเคราะห์ร้ายถึงชีวิตไปพร้อมกับตน
ภายในราชสำนักโต้เถียงกันจนวุ่นวาย นครหลวงกำลังสู้กันอย่างเอาเป็นเอาตาย ทว่าหลินเฟิงกลับพาบรรดาผู้ติดตามไปตกปลาริมแม่น้ำจิ้น
คันเบ็ดในมือหลินเฟิงนั้น ให้ช่างฝีมือในกองช่างทหารสร้างขึ้นตามแบบที่เขาวาดไว้
แม่น้ำจิ้นทั้งยาวและกว้างใหญ่ อุดมด้วยสัตว์น้ำ
เวลาเพิ่งผ่านไปไม่ถึงครึ่งชั่วยาม ในข้องข้างกายหลินเฟิงก็มีปลาตัวใหญ่สองตัวแล้ว กะด้วยสายตาน่าจะหนักตัวละสองถึงสามชั่ง
