ปืนไฟที่กองทัพเจิ้นซีใช้ ได้เข้ามาแทนที่ธนูเดิมแล้ว แม้ยิงได้ไม่ไกลเท่าธนู แต่ยิงได้รวดเร็วและต่อเนื่อง ทั้งยังประหยัดเรี่ยวแรง และสร้างความเสียหายแก่ศัตรูได้มากกว่า
หูจิ้นไฉกำลังปิดหูพลางครุ่นคิดอยู่เงียบ ๆ ก็รู้สึกว่ามีคนดึงแขนเสื้อ
เขาหันไปมอง เห็นองครักษ์คนหนึ่งยืนอยู่ข้างกาย โบกมือส่งสัญญาณ
ท่ามกลางเสียงปืนใหญ่คำรามกึกก้อง ต่อให้พูดอย่างไรก็ไม่มีทางได้ยิน
ทั้งสองจึงจำต้องลงจากหอประตูเมือง ไปยังช่องใต้ประตู ที่นี่มีกำแพงเมืองหนาทึบช่วยกั้นเสียงไว้ได้บ้าง
องครักษ์ตะโกนเสียงดังว่า “ท่านแม่ทัพ มีโจรสลัดขึ้นฝั่งด้วยเรือเร็วทางเหนือของเมือง ห่างออกไป 45 ลี้...”
คราวนี้หูจิ้นไฉจึงได้ยินชัด เขารู้ว่าการยกพลขึ้นบกของโจรสลัดตรงท่าเรือ เป็นเพียงกลอุบายปกปิดแผนการอื่นของพวกมัน
“ไปสั่งให้กองพันสามจัดการพวกมันให้สิ้น อย่าให้เหลือแม้แต่คนเดียว!”
เขาตะโกนลั่นออกคำสั่งเช่นกัน
หูจิ้นไฉบัญชาการทหารอยู่ห้ากองพัน แต่ละกองพันมีทหารราว 2,000 นาย
กองพันสามเป็นกองพันทหารม้าศึก มีม้าศึก ปืนไฟ และดาบม้าประจำกาย
พวกเขาเคลื่อนที่คล่องแคล่วและรวดเร็ว เป็นกองกำลังชั้นยอดที่กองทัพเจิ้นซีใช้ช่วงชิงแผ่นดิน
เมื่อได้รับคำสั่ง กองพันสามก็จัดแถวทันที ก่อนควบออกจากประตูเหนือของเมืองฉางจื้อโจว
ทหารม้าศึกกว่าสองพันนายควบม้าเลียบชายฝั่งมุ่งขึ้นเหนืออย่างรวดเร็ว
ยุทธวิธีของโทโยโทมิ ฮิโรกิ คือเปิดฉากโจมตีอย่างหนักจากด้านหน้าเพื่อดึงความสนใจของกองทัพเจิ้นซี จากนั้นจึงเปิดแนวรบที่สอง ใช้เรือเร็วกว่า 40 ลำขึ้นฝั่งบริเวณน้ำตื้น
ใครจะคิดว่ากองทัพเจิ้นซีวางทหารม้าสอดแนมไว้ทั่วแนวชายฝั่ง คอยจับตาความเคลื่อนไหวของโจรสลัดทุกฝีก้าว
