“พี่เซี่ย พวกเรากลับมาร่วมรบเคียงบ่าเคียงไหล่กันอีกแล้ว มิสู้ฉวยความมืดโจมตีเสียเลย อย่างไรเสียก็มองไม่เห็นเป้าหมายอยู่แล้ว”
เย่เหลียงไฉเสนอ
เซี่ยจ้งพยักหน้า “เป็นเช่นนั้นจริง ต่อให้รอจนฟ้าสาง โจรสลัดพวกนี้ซ่อนอยู่ในเรือน ต่างฝ่ายต่างก็มองไม่เห็นกัน มิสู้ลงมือยามนี้ ปล่อยให้พวกมันอดมื้อเย็นเสียเลย”
“พี่เซี่ยช่างปราดเปรื่อง”
“ถุย เจ้ากำลังชมตัวเองอยู่กระมัง”
“ฮี่ ๆ พวกเราสองพี่น้องคิดตรงกันพอดี”
เซี่ยจ้งหันไปกวาดตามอง
“ติดตั้งเรียบร้อยหรือยัง?”
“รายงานท่านแม่ทัพ รถปืนใหญ่ทั้ง 30 คันติดตั้งประจำที่เรียบร้อยแล้ว รอคำสั่งยิงขอรับ”
เสียงทหารนายหนึ่งตอบมาจากในความมืด
เซี่ยจ้งมิได้กล่าวสิ่งใดอีก เขาปีนขึ้นไปบนหลังคาเรือนหลังหนึ่งอย่างรวดเร็ว แล้วสังเกตถนนฝั่งตรงข้ามอยู่ครู่หนึ่ง
“แจ้งพลปืนใหญ่ ระยะ 300 จั้ง เตรียมยิงปืนใหญ่”
คำสั่งถูกส่งต่อไป ท่ามกลางราตรีพลันมีเสียงเอี๊ยดอ๊าดดังขึ้น พลปืนใหญ่ประจำรถปืนใหญ่แต่ละคันหมุนกลไกง้าง ปรับระดับปากกระบอกปืนใหญ่
“รายงานท่านแม่ทัพ เตรียมพร้อมแล้วขอรับ”
เมื่อได้ยินรายงานจากทหาร เซี่ยจ้งก็หันไปมองเย่เหลียงไฉ
“อุดหูให้ดี ยิงได้!”
เย่เหลียงไฉยิ้ม “พี่เซี่ย ข้าเตรียมพร้อมไว้นานแล้ว”
สิ้นเสียงของเขา พื้นดินก็สั่นสะเทือน เสียงกัมปนาทระเบิดขึ้นข้างหู
โทกุงาวะ นารุชิเงะหายใจได้ทั่วท้องในที่สุด
เขาพาทหารองครักษ์ถอยไปยังเขตตะวันออกสุดของปราสาท แล้วนั่งลงในห้องกว้างขวางแห่งหนึ่ง
“สั่งให้พวกมันจับตาดูให้ดี หากกองทัพเจิ้นซีบุกเข้ามา ให้โต้กลับอย่างหนักหน่วงทันที!”
หัวหน้าคนหนึ่งรีบตอบ
“ท่านแม่ทัพวางใจ กองทัพเจิ้นซีไม่โง่ถึงเพียงนั้นหรอก ยามมืดมิดเช่นนี้ ใครจะกล้าบุกเข้ามา”
