ความคิดเหล่านี้แล่นผ่านสมองของหลี่อี เพียงชั่วพริบตาเท่านั้น
“เถ้าแก่เนี้ย ยกอาหารจานเด็ดมาเพิ่มอีกสักหลายจานเถิด”
หลี่อีพูดจบก็หันหลังเดินขึ้นชั้นบนอีกครั้ง
หลังหลี่อีออกจากห้อง สองคนที่กำลังกินดื่มอยู่ด้านในก็อดรนทนไม่ไหว น่าเริ่นกระซิบถามหลินเฟิง
“พี่ใหญ่ ปล่อยเขาไปเช่นนี้หรือ?”
หลินเฟิงกำลังจัดการตีนไก่อย่างตั้งอกตั้งใจ พอได้ยินก็เอ่ยตอบเรียบ ๆ
“แล้วจะให้ทำอย่างไร?”
“ข้างนอกมีผู้คุ้มกันตั้งมากมาย หากคนผู้นี้ออกไปตะโกนเรียกพวกนั้น พวกเราคงต้องหนีหัวซุกหัวซุนทันที”
น่าเริ่นพูดพลางกวาดตามองอาหารกับสุราบนโต๊ะ
“สำรับเช่นนี้ ในเมืองหยินโจวคงหาร้านที่สองไม่ได้ หากปล่อยให้เสียเปล่าก็น่าเสียดาย”
“พวกเราก็กินดื่มกันพอประมาณแล้ว หากเขาโวยวายขึ้นมา พวกเราค่อยจากไป อย่าไปรบกวนชีวิตผู้อื่นเลย”
หลินเฟิงพูดพลางยกจอกสุราขึ้นดื่มรวดเดียว
น่าแปลกนัก พอหลินเฟิงวางจอกลง สาวใช้ที่ยืนอยู่ตรงมุมห้องก็เดินเข้ามาอย่างแผ่วเบา ยกกาเหล้ารินให้เขา
น่าเริ่นเลียคราบมันที่ริมฝีปาก ก่อนหัวเราะหึ ๆ
“ฮึ ๆ ช่างรู้ความเสียจริง หอสุราแห่งนี้มีชั้นไม่ธรรมดา”
หลินเฟิงเอนตัวพิงพนักเก้าอี้ ลูบท้องไปพลาง
“เฮ้อ กินมื้อใหญ่เสียอิ่มหนำสำราญยิ่งนัก”
“พี่ใหญ่ กินเสร็จแล้วพวกเราจะไปที่ใด?”
“ควรไปพบผู้มีอำนาจในหยินโจว สืบดูท่าทีของเขา หากเป็นไปได้ ข้าจะยึดหยินโจวมา ขยายอาณาเขตต้าจง”
“ท่านยังไม่ลืมเรื่องนี้อีกหรือ?”
“นี่เป็นธุระสำคัญ หากไม่ใช่เพราะเสี่ยวไป๋มาขัดจังหวะ คงจัดการไปนานแล้ว”
“อืม ที่พี่ใหญ่พูดก็ถูก เสี่ยวไป๋ไปไหนแล้ว?”
