นางเอ่ยถามเสียงแผ่วข้างหูหนานกงหยวน
“แม่ทัพหนานกง บัดนี้ในใจท่านยังไม่ศรัทธาเพียงพออีกหรือ?”
หนานกงหยวนเอ่ยอย่างร้อนรนติด ๆ กันว่า
“เอ่อ...พอแล้ว พอแล้ว”
“จงศรัทธาพระแม่ แล้วเข้าร่วมสมาคมผ้าโพกหัวดำกับข้า ดีหรือไม่?”
“ดี ดี...อ้อ...”
ใต้เท้าซั่วรู้ว่าเรื่องราวไม่สู้ดี ทว่าก็ทำอันใดไม่ได้ เขารู้สึกว่าตนแก่ชราแล้ว จะไปยุ่งเรื่องมากมายเพียงนั้นทำไม
ยังคงทำตามความเคยชินในยามปกติ เมื่อถึงปลายยามซวี ก็ให้สาวใช้ปรนนิบัติชำระล้าง ก่อนเข้านอน
เขาอายุมากแล้ว หลับไม่สนิท จึงไล่ฮูหยินไปนอนอีกห้อง ส่วนตนพักอยู่ห้องเดียว
ยามดึกสงัด เขากลับถูกเสียงเคลื่อนไหวปลุกให้ตื่น ครั้นได้สติ ก็พบว่าร่างของตนถูกโอบล้อมด้วยความนุ่มนิ่ม
คิดจะส่งเสียงร้อง ทว่าปากกลับถูกกดไว้ด้วยสิ่งนุ่มนิ่ม
สั่วหลวนฟางแม้อายุล่วงเลยห้าสิบปีแล้ว แต่ร่างกายยังแข็งแรงดี เมื่อถูกยั่วยวนอยู่ครู่หนึ่ง ทั่วร่างก็ร้อนผ่าว
จึงไม่ใส่ใจสิ่งอื่น พลิกกายขึ้นคร่อม รุกเร้าอย่างดุเดือด
ไม่รู้ผ่านไปนานเท่าใด สั่วหลวนฟางจึงหมดเรี่ยวแรง ทรุดลงในผ้าห่ม
“ใต้เท้าเจ้าเมือง รสชาติเป็นเช่นไรบ้าง?”
เสียงสตรีอ่อนโยนเจือแหบพร่าดังขึ้นข้างหู
สั่วหลวนฟางโกรธแค้นในใจยิ่งนัก ตนถูกหลอกจนงุนงงเช่นนี้ ทั้งยังแค้นที่ไร้กำลังต่อต้านแม้แต่น้อย
“เยว่หยินซวง เจ้ามีจุดประสงค์อันใดกันแน่?”
“ใต้เท้าเจ้าเมือง ข้าน้อยมิได้มีเจตนาอื่น เพียงแต่พี่ใหญ่ของข้ากล่าวว่า เมืองซานเจียงเป็นพื้นที่สำคัญของอ๋องฝู จำต้องรักษาไว้ให้มั่น ข้าน้อยเกรงว่าท่านจะระแวง จึงมาชักชวนให้ท่านเข้าร่วมสมาคมผ้าโพกหัวดำ จะได้ร่วมแรงร่วมใจกันรับมือกองทัพเจิ้นซี”
