ศาลบรรพชนตระกูลจ้าวตั้งอยู่ในศาลไท่เมี่ยว ห่างจากวังหลวงออกไป 25 ลี้ หากต้องการประกอบพิธีเซ่นไหว้บรรพชนให้เสร็จสิ้น จ้าวเจียนก็จำต้องออกจากวัง
อิงเซิงฮุ่ยเข้าใจความรู้สึกของจ้าวเจียนดี เขาหวาดกลัว กลัวว่าตนจะถูกคนปองร้ายจนสิ้นชีวิต ก่อนจะประกอบพิธีขึ้นครองราชย์เสร็จสมบูรณ์
เรื่องนี้กลายเป็นปมในใจของจ้าวเจียนไปแล้ว คนรอบกายล้วนทราบดี
อิงเซิงฮุ่ยออกคำสั่งให้กองสามและกองสี่ของทหารองครักษ์หลวงที่ชางลิ่วเช่อบัญชาการ ตั้งแต่เส้นทางจากวังหลวงไปจนถึงศาลบรรพชน ทุกสามก้าวมีทหารหนึ่งนาย ทุกห้าก้าวมีทหารเฝ้ายาม จนทหารองครักษ์หลวงยืนเรียงรายตลอดเส้นทาง
เซี่ยวั่งนำองครักษ์เกราะทองแปดร้อยนายจากเขตชั้นในของวังหลวงติดตามคุ้มกันอยู่ข้างพระวรกาย ตั้งวงล้อมสามชั้นนอกสามชั้น คุ้มครองราชรถของฝ่าบาทไว้ตรงกลาง
ขณะที่ฟ้ายังไม่มืด จ้าวเจียนก็ประทับขึ้นราชรถและเสด็จออกจากประตูวังหลวงในที่สุด
ผู้ติดตามพระองค์ยังมีเชื้อพระวงศ์อีกมากมาย ทั้งรถใหญ่รถเล็กและเกี้ยว เรียงยาวเป็นขบวนอยู่บนถนน
ชางลิ่วเช่อนำรองแม่ทัพหลายคนเดินอยู่หน้าสุด ห่างจากขบวนเสด็จของราชวงศ์สามสิบจั้ง
ขันทีจางกง ผู้รับผิดชอบควบคุมทหารองครักษ์หลวงกองสามและกองสี่ ติดตามอยู่ข้างพระวรกายฝ่าบาท
ขบวนรถม้าเกือบสองพันคน ธงปักแพรพลิ้วไสว ล้อรถม้าเคลื่อนบดถนนเป็นจังหวะ ทอดยาวไปหลายลี้ มุ่งหน้าไปยังศาลบรรพชน
หลินเฟิงกับหลิ่วซูเสวี่ยยืนอยู่บนยอดหอสูงแห่งหนึ่ง มองผู้คนและกองทหารจำนวนมากที่หลั่งไหลออกมาจากประตูวังหลวงอย่างสงบนิ่ง
“พี่ คราวนี้วังหลวงกลายเป็นเมืองร้างแล้ว พวกเราลงมือได้”
หลินเฟิงส่ายหน้าเบา ๆ “รออีกหน่อย ปล่อยให้พวกเขาไปไกลกว่านี้”
