ซาโนะ เฮียวเอะครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนกล่าวว่า “ส่งทหารม้าสอดแนมกลับไปยังเมืองฟู่อันทันที แจ้งให้จัดส่งทรัพย์สมบัติเพิ่มอีกหกคันรถ แล้วเร่งส่งไปยังที่ตั้งกองทัพเจิ้นซีในเมืองหย่งหนิง”
เมื่อถ่ายทอดคำสั่งทั้งสองลงไปแล้ว ซาโนะ เฮียวเอะจึงค่อยรู้สึกวางใจขึ้นเล็กน้อย
ขณะเดียวกัน ภายในนครหลวงต้าเจิ้ง ณ ตำหนักเฉิงเต๋อในวังหลวง
องค์รัชทายาทจ้าวเจียนประทับอยู่หลังโต๊ะทรงพระอักษร พระพักตร์เปี่ยมด้วยความตื่นเต้นปนกังวลเล็กน้อย ขณะทอดพระเนตรรายงานการศึกในพระหัตถ์
“เฮอะ! เหตุใดเรือรบของกองทัพเจิ้นซีจึงร้ายกาจถึงเพียงนี้?”
เสิ่นอวี๋ยืนอยู่ไม่ไกล ค้อมกายกล่าวว่า
“องค์รัชทายาท ดูท่าเงินของพวกเราคงมิได้สูญเปล่า กองทัพเจิ้นซีเริ่มลงมือแล้วพ่ะย่ะค่ะ”
จ้าวเจียนโยนรายงานการศึกลงบนโต๊ะทรงพระอักษร
“เราหมายถึงเรือรบนี่ต่างหาก พวกเขาทำได้อย่างไร?”
หลานอวี่ก้าวออกมา “เรือรบเจิ้นซีหมายเลขหนึ่งและเรือเจิ้นซีหมายเลขสองของกองทัพเจิ้นซี ซึ่งสร้างขึ้นเป็นลำดับแรก เคยเอาชนะเรือรบของพวกเราไปหลายลำแล้ว เมื่อพิจารณาจากทุกด้านก็ถือว่าล้ำหน้าอย่างยิ่ง นี่จึงเป็นเรื่องที่ฝ่าบาททรงกังวลพระทัยทั้งกลางวันกลางคืนพ่ะย่ะค่ะ”
จ้าวเจียนย่อมเคยได้ยินเรื่องนี้มาก่อน เพราะหญิงโจรสลัดผู้หนึ่ง เสด็จพ่อจึงบาดหมางกับเหมียวฉางเฟิง
“เหตุใดต้าเจิ้งของเราจึงสร้างเรือรบเช่นนี้ไม่ได้?”
หลานอวี่ทำหน้าเศร้าสร้อย “องค์รัชทายาท พวกเราขาดทั้งเงินทองและผู้มีความสามารถ เทคโนโลยียังพอขโมยมาได้ แต่ช่างฝีมือผู้เชี่ยวชาญนั้นขาดแคลนยิ่งพ่ะย่ะค่ะ”
อันเจิ้งเต้ากล่าวด้วยสีหน้าเคร่งขรึม “ล้วนเป็นเพราะสงครามบัดซบนี่ทำให้เศรษฐกิจของต้าเจิ้งทรุดโทรม ราษฎรลดน้อยลงทุกวัน ผืนดินรกร้าง เสบียงอาหารก็ส่งมาไม่ทัน เฮ้อ...”
