เวินเจี้ยนเกาศีรษะอย่างกระดากอาย
“ต่อหน้าท่านอ๋อง ข้าพูดแต่ความในใจ ไม่กล้ากล่าวเท็จแม้แต่ครึ่งคำ ลองดูเย่เหลียงไฉหนุ่มน้อยผู้นี้สิ รูปร่างหน้าตาสง่างามถึงเพียงนี้ ทว่าก็ยังหาภรรยาไม่ได้มิใช่หรือ”
“เวินเจี้ยน...”
“พ่ะย่ะค่ะ ท่านอ๋องมีสิ่งใดรับสั่ง”
“เจ้านี่ช่างปากเสียจริง พูดเรื่องสำคัญที่สุดได้หรือยัง”
“พ่ะย่ะค่ะ ท่านอ๋อง ข้าครุ่นคิดว่า สตรีในต้าเหอมีไม่น้อย ท่านเห็นว่าพวกเราพี่น้องจะหาภรรยาจากที่นี่กลับไปสักคนได้หรือไม่”
ในที่สุดหลินเฟิงก็เข้าใจเจตนาของเขา จึงสูดลมหายใจลึก ลูบคางพลางขมวดคิ้วครุ่นคิด
เซี่ยจ้งยืนอยู่ไม่ไกล ก้มหน้า ไม่กล้าพูด
ทว่าเขาได้ยินบทสนทนาของทั้งสองอย่างชัดเจน เมื่อเห็นหลินเฟิงนิ่งคิด ก็พลอยตึงเครียดไปทั้งร่าง
ภายในห้องเงียบสงัด มีเพียงเสียงพู่กันของโทกุงาวะ นารุชิเงะที่ขีดเขียนลงบนกระดาษดังซู่ ๆ
ผ่านไปครู่หนึ่ง หลินเฟิงจึงยิ้มออกมา
“เวินเจี้ยน ความคิดนี้ดีนัก เรื่องนี้ใช่ว่าจะเป็นไปไม่ได้”
ดวงตาเวินเจี้ยนพลันเป็นประกาย “ท่านอ๋อง หมายความว่าอย่างไร”
หลินเฟิงพยักหน้า “รอให้กองทัพเจิ้นซีของข้ายึดต้าเหอได้เสียก่อน แล้วเปลี่ยนจักรพรรดิให้พวกเขาสักองค์... หรือไม่ก็จัดตั้งผู้สำเร็จราชการในต้าเหอ ให้พวกเขากลายเป็นแคว้นขึ้นของต้าจง ถึงยามนั้นก็อาจเชื่อมสัมพันธ์ด้วยการแต่งงานได้”
เวินเจี้ยนยินดีอย่างยิ่ง “ท่านอ๋อง การยึดต้าเหอของกองทัพเจิ้นซีเราไม่ใช่เรื่องยาก ยามนี้เกาะใหญ่แห่งต้าเหอถูกพวกเราทำลายไปแล้วครึ่งหนึ่ง”
หลินเฟิงโบกมือ “ไม่ต้องพูดถึงนครหลวงต้าเหอที่เป็นกระดูกชิ้นโต ต่อให้ยึดได้ทั้งหมด เรื่องนี้ก็ยังทำอย่างลวก ๆ ไม่ได้ ภายหลังยังต้องให้เหวินเฉิงและคนอื่น ๆ วางระเบียบข้อบังคับอย่างละเอียดเป็นรูปธรรม หาได้ง่ายดายเช่นนั้นไม่”
