เหมียวหย่งพยักหน้า เหตุผลนี้ฟังขึ้นยิ่งนัก เขาจึงไม่มีถ้อยคำใดจะโต้แย้ง มู่ชวนเองก็มิใช่เซียน จะฝึกกองทัพที่ไร้พ่ายขึ้นมาได้ภายในสิบกว่าวันอย่างไร
หลินเฟิงเห็นเหมียวหย่งเงียบไป จึงถามขึ้นอย่างไม่ใส่ใจนัก
“มีอันใดหรือ ช่วงนี้จะออกรบหรือ?”
เหมียวหย่งกล่าวเสียงเรียบ “อาจมีภารกิจให้ทำ ท่านอัครมหาเสนาบดีก็มิได้บอกอย่างละเอียด”
หลินเฟิงเองก็รู้สึกประหลาด คนผู้นี้อยู่ข้างกายเหมียวฉางเฟิงราวกับเงาตลอดทั้งวัน ทว่ายามนี้กลับมีเวลามาดูการฝึกทหาร
คงเกิดเรื่องบางอย่างขึ้นแล้ว
เขาครุ่นคิดครู่หนึ่ง
“หากต้องการเพิ่มความสามารถในการรบของทหารให้รวดเร็ว ก็ใช่ว่าจะไม่มีวิธี”
เหมียวหย่งได้ยินหลินเฟิงกล่าวเช่นนั้น ดวงตาพลันเป็นประกาย
“อาจารย์ฝึกมู่โปรดชี้แนะโดยละเอียดได้หรือไม่?”
“ความจริงง่ายดายนัก เราควรเน้นฝึกขี่ม้าให้กององครักษ์”
“อ้อ? เพราะเหตุใด?”
หลินเฟิงยกมือชี้ไปทางทิศตะวันออก “พื้นที่ที่เรารบกับโจรสลัด นอกจากลำน้ำแล้วก็เป็นที่ราบ การรบบนที่ราบ ทหารม้าศึกย่อมมีอานุภาพร้ายกาจที่สุด ยามนั้นข้าอาศัยทหารม้าศึก 500 นาย บุกตีแนวทัพโจรสลัดแตกพ่ายไปหลายกอง กำลังพลนับหลายพันคน”
เหมียวหย่งฟังแล้วพยักหน้าหลายครั้ง
“อืม มีเหตุผล เราควรเสริมการฝึกขี่ม้าอย่างไร?”
หลินเฟิงกวาดตามองลานฝึกทหาร
“ที่นี่คับแคบเกินไป จำต้องออกไปฝึกนอกเมือง หากจัดการฝึกประลองจริงได้ยิ่งดี นี่เป็นวิธีที่ช่วยเพิ่มความสามารถในการรบของทหารได้รวดเร็วที่สุด”
เหมียวหย่งหันมามองหลินเฟิง “เจ้าคิดจะออกไปฝึกนอกเมืองหรือ?”
หลินเฟิงพยักหน้า “มิฉะนั้นย่อมเร่งความคืบหน้าไม่ได้”
เหมียวหย่งนิ่งเงียบ เขากับเหมียวฉางเฟิงเชื่อมั่นในความสามารถของหลินเฟิงในการนำทัพอย่างยิ่ง ก็เพราะเช่นนี้จึงไม่กล้าปล่อยให้เขาควบคุมกองทัพโดยง่าย
