หลินเฟิงรู้ว่าเป็นหงเซียว จึงปล่อยให้นางทับอยู่บนร่าง ทั้งสองนิ่งสนิท แผ่ประสาทสัมผัสออกไปสำรวจรอบด้าน
รอบข้างมืดมิด หลินเฟิงรู้สึกว่ามีคนกำลังเข้ามาใกล้
หงเซียวพลิกกายเบา ๆ ซุกเข้าไปในอ้อมแขนของหลินเฟิง กลายเป็นว่าทั้งสองกำลังกอดกันนอนอยู่บนพื้นหญ้ารก
ทั้งคู่ผ่อนลมหายใจให้แผ่วเบาที่สุด
เพิ่งนอนลงได้ไม่นาน ก็ได้ยินเสียงฝีเท้าแผ่วเบายิ่ง คล้ายคนผู้นั้นเท้าไม่แตะพื้น ล่องลอยมากับสายลมยามค่ำคืน
หากประสาทสัมผัสของทั้งสองมิได้เหนือกว่าคนทั่วไป คงไม่มีทางได้ยินเสียงฝีเท้าที่แผ่วเบาถึงเพียงนี้
ท่ามกลางความพร่าเลือน หลินเฟิงพอมองเห็นราวกับมีเสื้อคลุมตัวหนึ่งลอยผ่านหน้าไป บนเสื้อคลุมไม่มีแขนขา มีเพียงศีรษะเล็ก ๆ อยู่หนึ่งหัว
เสื้อคลุมนั้นวนรอบรถม้าที่พวกเขาโดยสารอยู่หนึ่งรอบ ก่อนจะลอยปราดไปทางด้านหลัง
หงเซียวแนบริมฝีปากเข้ากับข้างหูหลินเฟิง
“พวกมันก็ไม่วางใจเรา คงสัมผัสได้ถึงบางอย่างแล้ว”
“คนพวกนี้ไม่ธรรมดา พฤติกรรมก็ประหลาด ไม่เหมือนคนต้าจง”
หลินเฟิงยิ่งคิดก็ยิ่งรู้สึกว่า กุ้ยเจวี้ยนกับอู่เหม่ยสองคนนี้คล้ายคนจากเกาะแห่งหนึ่งในชาติภพก่อนของเขาอย่างยิ่ง
หงเซียวเอ่ยเสียงเบาอีกครั้ง “ไม่ว่ามาจากที่ใด ล้วนมุ่งเป้ามาที่แม่ทัพ ข่าวของพวกมันรวดเร็วและแม่นยำยิ่ง”
หลินเฟิงก็ยอมรับว่า เบาะแสนี้มิใช่สิ่งที่ตัดสินได้จากการคาดเดาเพียงอย่างเดียว นอกจากคนข้างกายแล้ว เขาไม่เคยบอกผู้ใดถึงเส้นทางที่ตนจะเดินทาง
“มาแล้ว”
หงเซียวกระซิบ
เสื้อคลุมตัวใหญ่ลอยพลิ้วผ่านข้างกายหลินเฟิงกับหงเซียว
