เฉินตงผิงเพิ่งได้สติจากอาการมึนงง ทว่าเขาไม่ขยับ ยังคงหลับตาแน่น หมอบอยู่กับพื้น
หากลุกขึ้นยามนี้ คงไม่รู้จะเอาหน้าไปไว้ที่ใด
คิดจะลุกขึ้นโต้กลับ แต่กลับหมดความกล้า สู้หมอบแสร้งตายอยู่เช่นนี้ยังดีกว่า
ในบรรดานายทหารองครักษ์ที่ยืนมุงดู มีอยู่สองคนที่เป็นคนสนิทของเฉินตงผิง ทั้งคู่ก้าวเร็ว ๆ มาถึงโต๊ะหิน แล้วประสานมือคารวะหลินเฟิง
“ใต้เท้ามู่ โปรดอนุญาตให้พวกข้าน้อยช่วยรักษาใต้เท้าเฉินด้วย”
หลินเฟิงพยักหน้า มิได้เอ่ยวาจา
ทั้งสองรีบก้มลงประคองเฉินตงผิงขึ้นมา แบกขึ้นหลังแล้ววิ่งปรูดออกไป
คนที่เหลือต่างเลียบขอบทางเดินออกไป สีหน้ากระอักกระอ่วนพร้อมรอยยิ้มฝืดเฝื่อน พวกเขาพยักหน้าให้หลินเฟิงแล้วเร่งฝีเท้าจากไป
ไม่นาน ในสวนอันงดงามประณีตทั้งสวนก็เหลือเพียงหลินเฟิงคนเดียว
รอบด้านเงียบสงัด มีเพียงเสียงน้ำไหลรินไม่ขาดสาย
บนหอเล็กสองชั้น เหมียวหย่งอ้าปากค้างอยู่นานกว่าจะหุบลงได้ เขาหันไปมองเหมียวฉางเฟิงด้วยแววตาเลื่อมใส
“ท่านอา สายตาของท่าน...ยอดเยี่ยมยิ่งนัก คนผู้นี้น่ากลัวเหลือเกิน”
เหมียวฉางเฟิงยิ้มบาง ๆ “ไม่มีอันใด หากเจ้ารู้ว่าเขาทำเรื่องใดไว้ในตระกูลต้วน ก็คงไม่เห็นว่าเรื่องนี้น่าประหลาดใจ”
เหมียวหย่งขมวดคิ้ว “ท่านอา ในยุทธภพก็ไม่มีชื่อเสียงของคนผู้นี้เลย”
“อืม เพราะฉะนั้นเขาจึงใช้ชื่อปลอม”
เหมียวฉางเฟิงหยุดไปครู่หนึ่ง “บางทีคนผู้นี้อาจมาจากสำนักเร้นกาย มิฉะนั้นคงเอาชนะตงผิงได้ไม่ถึงเพียงนี้”
เหมียวหย่งพยักหน้าอย่างหนักแน่น “ถูกต้อง ต่อให้หลานขึ้นประลองเอง หากคิดเอาชนะตงผิง ก็คงต้องใช้กระบวนท่ามากกว่าสิบกระบวน”
เหมียวฉางเฟิงถอนหายใจ “แต่สำนักเร้นกายก็มีกฎ ห้ามแทรกแซงความขัดแย้งในโลกสามัญตามอำเภอใจ เหตุใดคนผู้นี้จึงกล้าฝ่าฝืนกฎอย่างเปิดเผย”
