รถม้าแล่นไปตามถนนหลวงที่ราบเรียบ แม้จะโยกไกวอยู่บ้างแต่ก็ไม่มากนัก ยังพอวางถ้วยชาแล้วจิบได้
ฉุยอี้เฉินคุ้นเคยกับเส้นทางสายนี้ดี จึงเอ่ยเตือนหลินเฟิง
“คุณชายหลิน จากที่นี่เดินทางต่อไปอีกร้อยลี้ก็จะเข้าสู่เมืองติ้งหย่วนแล้ว ถนนสายนี้หาได้สงบไม่ เมืองติ้งหย่วนมีอาณาเขตกว้างขวาง ทางการดูแลไม่ทั่วถึงอยู่หลายแห่ง โจรจึงมีช่องทางให้กบดาน”
“พี่ฉุยหมายความว่าโจรแถวนี้มีมากหรือ”
“ก็ไม่ถึงกับมาก ต้องดูโชคด้วย ข้าน้อยเองก็พาผู้คุ้มกันมาด้วย โจรทั่วไปทำอันใดพวกเราไม่ได้หรอก”
หลินเฟิงยิ้มกล่าวว่า“ข้าน้อยพอมีฝีมือการต่อสู้อยู่บ้าง โจรทั่วไปไม่ต้องใส่ใจ”
“โอ้? ดูจากรูปร่างผอมบางของคุณชายหลินแล้ว คิดไม่ถึงว่าจะเคยฝึกวิชาหมัดมวยด้วย”
หลินเฟิงเหยียดแขนออกเล็กน้อย
“ข้าน้อยยิงธนูได้แม่นยำ อีกทั้งยังฝึกวิชาดาบมาหลายปี บุรุษฉกรรจ์สี่ห้าคนก็เข้าประชิดตัวไม่ได้”
ฉุยอี้เฉินหัวเราะพลางเอ่ยชม“เก่งกาจนัก คิดไม่ถึงว่าคุณชายหลินจะเป็นทั้งบู๊และบุ๋น ฮ่า ๆ...”
เห็นได้ชัดจากสีหน้าของเขาว่าไม่ได้เชื่อเรื่องนี้จริงจังนัก
ทุกวันนี้คุณชายจากตระกูลมั่งคั่งจำนวนไม่น้อยมักเชิญอาจารย์มาสอนท่วงท่าหมัดมวยผิวเผิน พอเข้าสู่ยุทธภพก็ทำอะไรไม่ถูก
หลินไป๋ผู้นี้ตรงหน้าคงเป็นเช่นนั้นกระมัง
ฉุยอี้เฉินพอใจกับสายตาของตนยิ่งนัก ค้าขายมาหลายปี พบปะผู้คนมานับไม่ถ้วน เรื่องแค่นี้มิอาจหลอกเขาได้
“ฝีมือบู๊พอใช้ได้ ส่วนบุ๋นนั้นอย่าเอ่ยถึงเลย หากสอบเป็นซิ่วไฉได้ ข้าคงไม่ออกมาค้าขายหรอก”
