ฉินเหมี่ยนส่ายหน้ากล่าว
“ข้าเตือนเจ้า อย่าบุกเร็วเกินไป หากแยกจากกองทัพใหญ่ เจ้าก็จะเป็นดั่งหัวแหลมที่ถูกยัดเข้าไปในถุงผ้าหุ้มหนังเหล็ก”
เจี่ยนไห่เลี่ยงโบกมืออย่างไม่ใส่ใจ
“พี่ฉินคิดมากไปแล้ว จิงหงเฟยไม่มีทางบุกช้ากว่าข้า ส่วนพี่ใหญ่ยิ่งไม่ยอมให้ใครอยู่เหนือกว่า ย่อมหาทางสังหารทหารซีเซี่ยให้ได้มากที่สุด ครานี้ข้าต้องฆ่าให้ครบ 100 คน หากไม่ได้เป็นแม่ทัพเจิ้นจวิน ศึกนี้ก็เท่ากับรบเปล่า”
ฉินเหมี่ยนมองอย่างสงสัย “เจ้าหนุ่ม หรือว่ายศแม่ทัพเจิ้นจวินสำคัญกว่าชีวิตของเจ้า?”
สีหน้าเจี่ยนไห่เลี่ยงพลันเคร่งขรึม “พี่ฉิน ข้าไม่ปิดบังท่าน ปีนี้ผลผลิตจากที่นาของบ้านข้าดีไม่น้อย ทว่าเจ้าคนที่มีที่นาอยู่ติดกับบ้านข้าอาศัยอำนาจ บีบบังคับเอาธัญญาหารจากที่นาของบ้านข้าไปมากกว่าร้อยหมู่ แต่ข้ายังต้องยิ้มประจบเขา ท่านรู้หรือไม่ว่าเพราะเหตุใด?”
ฉินเหมี่ยนฉงน “เรื่องนี้เหตุใดข้าจึงไม่รู้ แล้วทำไมเจ้าไม่ไปเอาคืนเล่า?”
เจี่ยนไห่เลี่ยงก้มหน้าลง “ตำแหน่งของเจ้าคนนั้นสูงกว่าข้าหนึ่งขั้น ทั้งยังมีคนหนุนหลัง แม้แต่พี่ใหญ่ยังต้องเกรงใจเขา หากข้าไม่พยายามไต่เต้า ปีหน้าเขาคงแย่งธัญญาหารจากที่นาบ้านข้าไปอีกสองร้อยหมู่”
ฉินเหมี่ยนพูดไม่ออก การแย่งชิงที่นาและที่ดินเช่นนี้ แม้เป็นเรื่องเล็ก แต่สำหรับแต่ละตระกูลแล้วกลับเป็นเรื่องใหญ่ พวกเขามิได้ขุ่นเคืองเพราะธัญญาหารเหล่านั้น หากเป็นความอัดอั้นที่ถูกผู้อื่นข่มเหงถึงเพียงนี้
โดยเฉพาะในเจิ้นซี ซึ่งมีพื้นที่กว้างใหญ่แต่ผู้คนเบาบาง เหล่าทหารที่ได้ที่ดินจากความชอบทางทหารมามากมาย การจัดการย่อมยุ่งเหยิงอยู่บ้าง
เบื้องบนเมื่อพบข้อพิพาททำนองนี้ ก็มักไกล่เกลี่ยเพียงลวก ๆ แล้วตัดสินตามว่าบ้านใดมีอำนาจ คนที่ไร้อำนาจ ไร้บารมี ไร้ผู้หนุนหลัง ย่อมเสียเปรียบเป็นธรรมดา
