เวินตี๋ฮั่นแสร้งทำท่าปวดใจ กัดฟันเอ่ยว่า “เจ้าไม่ได้ขนทองมาหลายรถหรือ?”
ป๋อหนานจื่อหัวเราะหึ ๆ “องค์หญิงน่าหลานมีฐานะสูงส่ง ทองเหล่านั้นยังห่างไกลจากคำว่าเพียงพอ”
เวินตี๋ฮั่นเหลือบมองเขาด้วยหางตา
“เจ้าหมายความว่าอย่างไร?”
ป๋อหนานจื่อขยับนิ้วทั้งสามเข้าหากัน
“เผ่าคู่ลั่วจำต้องได้รับความช่วยเหลืออย่างเต็มกำลังจากใต้เท้าทุกท่าน”
เวินตี๋ฮั่นชะงัก สีหน้าจากเย็นชาแปรเปลี่ยนเป็นอบอุ่น ก่อนจะเผยรอยยิ้มออกมา
“เหตุใดไม่พูดเสียแต่แรก ที่นี่ข้ายังมีทรัพย์สินอยู่บ้าง อยากยืมเท่าไรก็ว่ามา ข้าจัดการให้เอง”
ป๋อหนานจื่อชะงักไป พวกโลภทรัพย์ราวกับชีวิตเหล่านี้เปลี่ยนเป็นใจกว้างเช่นนี้ตั้งแต่เมื่อใดกัน?
“เอ่อ...เกรงว่าจำนวนจะมากเกินไป ข้ากลัวว่า...”
“ไยต้องเกรงใจ บอกจำนวนมาเถิด”
ป๋อหนานจื่อครุ่นคิดเล็กน้อย “ทองคำหนึ่งหมื่นตำลึง เป็นอย่างไร?”
เขาจ้องเวินตี๋ฮั่นอย่างกระวนกระวาย
เวินตี๋ฮั่นยื่นนิ้วชี้ออกมา จิ้มหน้าผากป๋อหนานจื่อ
“ฮ่า ๆ ข้าก็นึกว่าต้องใช้เท่าไร ที่แท้ก็แค่ทองคำหนึ่งหมื่นตำลึง เรื่องนี้ข้าจัดการให้เอง”
ป๋อหนานจื่อถึงกับตะลึงงัน ชั่วขณะหนึ่งไม่รู้จะพูดอะไรดี
เวินตี๋ฮั่นตบไหล่เขาเบา ๆ
“เจ้าไปเขียนหนังสือกู้ยืมมา อย่าลืมให้ผู้อาวุโสทั้งสองของเผ่าคู่ลั่วลงนามประทับตรา จากนั้นค่อยมาขนทองที่นี่”
กล่าวจบก็หันหลังเดินจากไป
ทิ้งให้ป๋อหนานจื่อยืนงุนงงอยู่กลางสายลม
ป๋อหนานจื่อรู้สึกยินดีอยู่ในใจ
เขาไม่สนว่าเผ่าคู่ลั่วจะมีหนี้สินก้อนโต เพียงดีใจที่สามารถไถ่องค์หญิงน่าหลานกลับคืนมาได้
ขอเพียงไม่ต้องให้น่าหลานไปเป็นบ่าวของหลินเฟิงก็พอ
ขณะเดียวกัน เขาก็อดทอดถอนใจไม่ได้ว่า คนพวกนี้ปล้นทรัพย์ในเขตเจิ้นซีของต้าจงไปมากมายเพียงใดกันแน่
