“ข้าคิดว่าพวกเขาเพียงถ่วงเวลาเท่านั้น จะจริงใจปรองดองกับเจ้าของแผ่นดินที่ตนยึดครองได้อย่างไร”
เผยชีอินมองกำแพงเมืองเตี้ย ๆ พลางวิเคราะห์สถานการณ์เบื้องหน้า
กล่าวจบก็โบกมือ “เย่เหลียงไฉ นำคนเข้าเมืองไปตรวจสอบสถานการณ์”
เย่เหลียงไฉขานรับเสียงดัง ก่อนเรียกระดมทหารม้าองครักษ์ 200 นาย ควบม้าเข้าเมืองไปทันที
สะพานชักนอกเมืองผุพังจนแทบใช้การไม่ได้ ประตูเมืองก็เปิดอ้ากว้าง ภายในเมืองไร้แม้แต่สิ่งมีชีวิต ถนนหนทางมีวัชพืชขึ้นรกครึ้ม
องครักษ์ 200 นายแยกย้ายออกไป โดยแบ่งเป็นกลุ่มละ 30 นาย กระจายกันค้นตรวจทั่วทั้งเขตเมือง
ครึ่งชั่วยามให้หลัง เย่เหลียงไฉกลับมารายงานว่า ภายในเมืองไร้ผู้คน
หลินเฟิงจึงนำคนเข้าไปในเมือง
กองทหารม้าสอดแนมของเว่ยเป้าจะส่งคนมารายงานความเคลื่อนไหวของกองโจรสลัดทุกหนึ่งชั่วยาม
เมื่อขบวนเจรจาของโจรสลัดเข้าใกล้เมืองอำเภอเฟิงผิงในระยะ 200 ลี้ ก็มีโจรสลัดอีก 5,000 นายกรูกันออกมาจากเมืองฟู่อัน มุ่งหน้ามายังอำเภอเฟิงผิง
หลินเฟิงได้ฟังรายงานแล้วก็หัวเราะเย็นชา
“ไม่มีใครเป็นตะเกียงประหยัดน้ำมัน โฮโจ โนบุนาริ เองก็รู้จักเก็บไพ่ไว้ในมือ”
เผยชีอินส่ายหน้า “พวกเขากลัวว่าหากเจรจาไม่สำเร็จ ทรัพย์สินมากมายเหล่านั้นจะสูญเปล่า”
“การเจรจาน่าจะราบรื่น ข้อตกลงมีไว้เพื่อถูกทำลาย ทรัพย์สินของพวกเขาย่อมสูญเปล่าเป็นแน่”
“นี่เป็นอีกครั้งที่ข้อเท็จจริงพิสูจน์ว่า มิใช่เผ่าพันธุ์เดียวกัน ใจก็ย่อมแตกต่าง”
“ให้พวกเขาพักผ่อนกันสักคืน พรุ่งนี้กองโจรสลัดก็คงเข้าเมืองแล้ว”
เผยชีอินเริ่มจัดเวรยามและผลัดเวรให้องครักษ์ ส่วนสมาชิกหน่วยองครักษ์คนอื่น ๆ ก็ลงจากม้าพักผ่อน ต่างหาที่พักแรมกันตามสะดวก
