เรื่องราวดำเนินมาถึงขั้นนี้ องค์รัชทายาทจ้าวเจียนย่อมเข้าใจความลำบากของเสด็จพ่ออย่างถ่องแท้ และทรงทราบดีว่าเหตุใดเสด็จพ่อจึงกลัดกลุ้มจนหมดสติ
หลานอวี่กล่าวอย่างจนปัญญา พลางประสานมือคารวะ
“องค์รัชทายาท กระหม่อมจำต้องยกเรื่องเก่าขึ้นมากล่าวอีกครั้ง วิธีเดียวที่จะคลี่คลายวิกฤตเบื้องหน้าได้ ยังคงเป็นการเจรจาสงบศึกกับโจรสลัด มีเพียงการยุติสงครามบั่นทอนกำลังที่ไม่มีผู้ชนะเช่นนี้ ต้าเจิ้งจึงจะ...”
จ้าวเจียนยกมือห้าม ตัดบทเขา
“เจรจาสงบศึก เจรจาสงบศึก พวกเราเจรจากับโจรสลัดมาแล้วสองครั้ง เจ้ามาบอกเราสิว่าควรแสดงท่าทีเช่นไร จึงจะเจรจาสงบศึกกับโจรสลัดได้?”
หลานอวี่ปิดปาก เขาเองก็ไม่ทราบความคิดของโจรสลัด การเจรจาทั้งสองครั้งล้วนจบลงด้วยความล้มเหลว ปัญหาแท้จริงอยู่ตรงไหนกันแน่?
ปิงปู้ซั่งซูเสิ่นอวี๋ก้าวออกมา ค้อมกายกล่าว
“องค์รัชทายาท กระหม่อมมีข้อเสนอหนึ่ง ไม่ทราบว่า...”
“มีอะไรก็พูดมา เราไม่ห้ามผู้ใดกล่าว”
“พ่ะย่ะค่ะ ตามความเห็นของกระหม่อม โจรสลัดเป็นชนต่างเผ่า ต่อให้ฝืนสงบศึกได้ ใจพวกเขาก็ย่อมคิดเป็นอื่น ใต้หล้านี้จะมีผู้ใดเฝ้าระวังโจรได้ตลอดพันวันกัน...”
“เจ้าต้องการพูดอะไรกันแน่?”
จ้าวเจียนซึ่งนำทัพมาหลายปีและสุขุมหนักแน่นมาโดยตลอด บัดนี้ยังอดกระวนกระวายยิ่งขึ้นมิได้
“เอ่อ กระหม่อมหมายความว่า ราชวงศ์ต้าเจิ้งของเราควรเจรจากับกองทัพเจิ้นซี ร่วมมือกันขับไล่โจรสลัดออกจากแผ่นดิน จึงจะคลี่คลายสถานการณ์คับขันในยามนี้ได้อย่างแท้จริง”
เมื่อเสิ่นอวี๋กล่าวจบ ทั่วทั้งท้องพระโรงพลันเงียบงัน
อันเต้าเจิ้งดวงตาเป็นประกาย “ใต้เท้าเสิ่น แล้วจากนั้นเล่า?”
“ส่วนเรื่องหลังจากนั้น...เมื่อปิดประตูลง ไม่ว่าจะเป็นสงครามภายในหรือปกครองร่วมกันอย่างสันติ ก็ล้วนเป็นเรื่องของคนเผ่าพันธุ์เดียวกันทั้งสิ้น”
