หลินเฟิงโบกมือ “เรือรบแล่นออกจากท่าไปสิบจั้ง รอคำสั่ง”
มีคนรีบไปถ่ายทอดคำสั่งในห้องใต้ท้องเรือทันที
ชั่วพริบตาถัดมา เรือรบลำมหึมาก็เริ่มเคลื่อนออกไปกลางแม่น้ำอย่างช้า ๆ จนห่างจากฝั่งราวสิบจั้ง ก่อนทอดสมอหยุดเรือ
“เตรียมปืนใหญ่ คนอื่นเตรียมยิง”
หลินเฟิงสั่งอีกครั้ง
ปืนใหญ่ 16 กระบอกบนเรือเจิ้นซีหมายเลขสองถูกถอดลงมา 8 กระบอก จึงเหลือปืนใหญ่ข้างละ 4 กระบอก
บานหน้าต่างด้านหนึ่งของเรือถูกเปิดออก ลำกล้องปืนใหญ่ทั้งสี่ที่ส่องประกายวาววับค่อย ๆ ยื่นออกมาจากช่องหน้าต่าง
ทหารองครักษ์ 200 นายต่างวางปืนลูกซองพาดไว้บนกราบเรือ เล็งไปยังริมฝั่ง
ไม่นานนัก ทหารม้าศึกต้าจงก็เคลื่อนขบวนมาถึงอย่างเกรียงไกร แล้วจัดแถวเป็นแนวสี่เหลี่ยมบนฝั่งแม่น้ำ
หลินเฟิงพยักหน้า “หนานกงถิงผู้นี้นำทัพได้ไม่เลว”
จากนั้นทหารราบก็ยกทวนยาวกรูกันมาถึง และตั้งแถวบนริมฝั่งเช่นกัน พลธนูยืนอยู่ด้านหลังสุด ง้างธนูพาดลูกธนูขนปีกไว้ รอคำสั่ง
ท้ายที่สุด พลม้าคนหนึ่งควบมาถึงแล้วหยุดอยู่ด้านหลังขบวน จ้องเรือลำใหญ่กลางแม่น้ำอย่างเย็นชา
หลินเฟิงสังเกตเห็นว่าคนผู้นี้มิใช่หนานกงถิง หากเป็นชายวัยราวสี่สิบ ใบหน้ายาว มีหนวดเคราสามเส้นใต้คาง สีหน้าเย็นเยียบ
แถวทหารต้าจงแยกออกไปสองข้าง เปิดทางให้แม่ทัพผู้นั้นควบม้ามาถึงริมฝั่ง
“บนเรือฝั่งตรงข้าม ผู้ใดคือผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ เชิญออกมาพูดคุย”
แม่ทัพผู้นั้นตะโกนเสียงดัง
หลินเฟิงวางข้อศอกบนกราบเรือ โน้มตัวไปข้างหน้า พลางพินิจคนผู้นั้น ในความทรงจำไม่คุ้นหน้าแม้แต่น้อย มั่นใจว่าไม่เคยพบกันมาก่อน
เมื่อเย่เหลียงไฉเห็นหลินเฟิงไม่พูด จึงก้าวออกไปข้างหน้าแล้วถามเสียงดัง
