โลงไม้บางใบหนึ่งตั้งอยู่กลางลาน ปิดฝาโลงเรียบร้อยแล้ว
ทหารคุ้มกันที่นำทางหันมาถามว่า “พวกท่านจะขนย้ายไปอย่างไร?”
ป๋อหนานจื่อกำลังพินิจรูปทรงของโลงศพ เมื่อได้ยินคำถามก็รีบเอ่ยว่า
“ไม่ทราบว่าท่านแม่ทัพจะส่งพวกข้าออกจากเมืองได้หรือไม่ นอกเมืองมีคนคอยรับอยู่”
ทหารคุ้มกันกล่าวเสียงเย็นชา “ย่อมได้ เพียงแต่ราคาค่อนข้างสูง”
“หา?”
ป๋อหนานจื่อชะงัก เรื่องนี้ยังต้องจ่ายเงินด้วยหรือ?
“เอ่อ...ไม่ทราบว่าต้องจ่ายเท่าใด?”
“หากเป็นผู้สูงศักดิ์เช่นนี้ การขนส่งออกจากเมืองต้องจัดพิธีการอย่างยิ่งใหญ่ ทั้งเครื่องประกอบพิธีและผู้คนก็มากมาย คาดว่า 5,000 ตำลึงก็น่าจะพอ”
ป๋อหนานจื่อยืนนิ่งงันอยู่กับที่
5,000 ตำลึงเชียวหรือ แค่ขนโลงศพใบหนึ่งออกจากป้อม ราคาจะสูงถึงเพียงนี้เชียว?
ป๋อหนานจื่อเข้าใจในทันทีว่าอีกฝ่ายจงใจรีดไถเงิน
เขารู้ว่าน่าเริ่นคงไม่ยอมอยู่ในโลงอย่างว่าง่าย ด้วยฝีมือของน่าเริ่น ป่านนี้คงหลบหนีไปแล้ว
เขาอยากทิ้งโลงนี้ไว้ แต่ก็กลัวความลับจะรั่วไหล
ป๋อหนานจื่อทุกข์ใจนัก โลงศพที่บรรจุศพของใครก็ไม่รู้ใบหนึ่ง กลับต้องให้คนแก่อย่างเขาจ่ายเงินถึง 5,000 ตำลึง
เฮ้อ ความขมขื่นนี้ทำได้เพียงกัดฟันทนไว้เอง
“พ่อหนุ่ม พอจะติดค้างไว้ก่อนได้หรือไม่ ข้าไม่ได้พกเงินมามากมายเพียงนั้น”
ทหารคุ้มกันไร้สีหน้า ยืนนิ่งไม่ขยับ และไม่เอ่ยคำใด
เห็นได้ชัดว่าอีกฝ่ายไม่ใช่คนโง่ เงินที่ติดค้างไว้จะไปทวงจากที่ใด?
“ก็ได้ ข้าจะให้คนไปส่งข่าว แล้วนำเงินมาให้”
ป๋อหนานจื่อจำใจให้บ่าวที่ติดตามมาด้วยไปนำเงินมา
ทหารคุ้มกันรีบกล่าวเสริมว่า “ช้าก่อน แม่ทัพของข้าบอกว่าให้โลงศพฟรีได้ แต่การตั้งศพไว้สามวัน ทางนั้นก็ต้องคิดเงินเช่นกัน”
