ก่อนหน้านี้พวกเขายังกังวลว่าจ้าวฉุนจะตั้งกองทัพส่วนตัว แล้วเป็นภัยต่อราชสำนักต้าจง บัดนี้ดูท่าแล้ว ความกังวลของตนช่างเกินเหตุ
แม้จะวางใจได้แล้ว ทว่าปัญหาด้านกิจการปกครองของราชสำนักต้าจงก็ยังแก้ไขไม่ได้
หลี่หู่ไล่ถามหวังเฉียนไม่หยุดว่า “ท่านแม่ทัพเอก ตกลงจะจับหรือไม่จับกันแน่?”
“ไม่จับ อำนาจหน้าที่ของซิงปู้เป็นของเจ้า แล้วข้าจะเข้าไปแทนที่ได้อย่างไร”
หวังเฉียนส่ายหน้าปฏิเสธ
หลี่หู่ร้องขึ้นอย่างร้อนรน
“แต่คนของซิงปู้แทบจะสั่งการไม่ได้แล้ว พวกเห็นแก่ผลประโยชน์เหล่านี้ไม่พอใจ ทำอะไรก็เอาแต่ขัดขืนข้า”
หวังเฉียนเกลี้ยกล่อมอย่างอดทน “ใต้เท้าหลี่ หากท่านเป็นขุนนางราชสำนัก แต่ได้รับเบี้ยหวัดรายปีน้อยกว่าขุนนางระดับเดียวกันมาก ทั้งยังไม่ได้รับสิทธิประโยชน์ดีเท่าพวกเขา ท่านจะไม่ขุ่นเคืองหรือ?”
หลี่หู่จ้องหวังเฉียนตาค้าง ครู่ใหญ่จึงถอนหายใจอย่างหมดอาลัย
“เฮ้อ ท่านแม่ทัพเอกพอจะชี้ทางสว่างให้ได้หรือไม่?”
“จะเรียกว่าชี้ทางก็ไม่ถึงกับนั้น เรื่องกิจการปกครองของราชสำนักต้าจง คงต้องให้อัครมหาเสนาบดีเหวินเฉิงออกหน้าไกล่เกลี่ย พวกเขาขึ้นเบี้ยหวัดให้ขุนนาง พวกเจ้าก็ขึ้นตามไปสิ”
หวังเฉียนกล่าวอย่างไม่เห็นเป็นเรื่องสำคัญ
จูเจี๋ยส่ายหน้า “เรื่องนี้ขัดกับนโยบายของท่านอ๋อง จะเปลี่ยนแปลงตามใจได้อย่างไร อีกอย่างก็ไม่มีหลักเกณฑ์ให้ยึดถือ”
เผิงปินถามขึ้นเช่นกัน “ท่านแม่ทัพเอก แล้วพวกอันธพาลที่ทำร้ายชาวนา คร่าชีวิตผู้คน ยึดครองไร่นา และทำลายพืชผลของผู้อื่น ท่านก็ไม่จัดการหรือ?”
หวังเฉียนหันไปมองเผิงปิน “ใต้เท้าเผิง คดีเหล่านั้นมิใช่หน้าที่ของจิงจ้าวอิ่นอย่างท่านหรือ?”