พระสนมเอกว่านเอ่ยเสียงแผ่วว่า “ได้ยินมาว่าหลินเฟิงเอาชนะกองทัพกบฏได้แล้ว ทั้งยังคลี่คลายการถูกปิดล้อมเมืองเทียนจื่อแล้วเพคะ”
“ล้วนเป็นเพียงข่าวเล่าลือ บางทีหลินเฟิงอาจถูกกองทัพกบฏตีถอยไปแล้วก็ได้ เด็กหนุ่มอ่อนประสบการณ์เช่นนั้นจะพึ่งพาได้อย่างไร”
พระสนมตู้กล่าวโต้แย้ง
จ้าวเจิ้นแบมือ “เช่นนั้นเราควรพึ่งพาผู้ใดเล่า?”
“ไท่ซือว่านกับอ๋องรุ่ยเป็นเสาหลักค้ำฟ้าของราชสำนัก ย่อมสามารถประคองนครหลวงให้มั่นคงไปได้อีกร้อยปีเพคะ”
จ้าวเจิ้นมองพระสนมตู้ด้วยสีหน้าสับสน
“ร้อยปี...ไม่ล่มสลายหรือ?”
พระสนมตู้พยักหน้าอย่างหนักแน่น “เพคะ ฝ่าบาท มั่นคงไปอีกร้อยปี”
แววเวทนาปรากฏในดวงตาพระสนมเอกว่าน นางรู้ว่าฝ่าบาทโปรดฟังถ้อยคำหลอกลวงที่สุด ทั้งที่เห็นอยู่เต็มตาว่ามีผู้คนในนครหลวงอดตายไปแล้วกี่มากน้อย แต่พระองค์ยังคงหลอกตนเอง
“ฝ่าบาท ควรทรงหาหนทางให้ชาวบ้านมีข้าวปลาอาหารกินให้อิ่มก่อนเพคะ”
“หืม? พวกเขากินไม่อิ่มหรือ?”
“เสบียงหมดแล้ว ในเมืองมีผู้คนอดตายไปไม่น้อยเพคะ”
“อ้อ ไม่มีเสบียงกินแล้ว...แต่เหตุใดพวกเขาไม่กินเนื้อให้มากขึ้นเล่า?”
พระสนมเอกว่านพูดไม่ออก เมื่อเห็นสายพระเนตรของฝ่าบาทเริ่มพร่ามัวอีกครั้ง นางจึงถอนหายใจ แล้วหันไปมองนอกตำหนัก
ทางเหนือของนครหลวง ไม่ไกลจากประตูเมือง ไท่ซือว่านให้คนไปหาเรือนหลังหนึ่งเพื่อใช้เป็นกองบัญชาการชั่วคราว
ไท่ซือว่านนั่งอยู่หลังโต๊ะหนังสือ ใบหน้าเคร่งเครียด
ริ้วรอยบนใบหน้าลึกชัดขึ้น ราวกับแก่ชราลงไปมากในชั่วข้ามคืน
เขารู้ดีอยู่แก่ใจว่า หากยังฝืนประคองสถานการณ์เช่นนี้ต่อไป นครหลวงคงแตกพ่ายภายในไม่ถึงหนึ่งเดือน
เพียงสิบวันที่ผ่านมา ในเมืองก็ปราบปรามเหตุจลาจลที่มีผู้เข้าร่วมนับร้อยไปหลายครั้งแล้ว
