เฉียวสยงหัวเราะกล่าวว่า “ล้วนเป็นพวกอาศัยอำนาจรังแกผู้อื่น ยังต้องให้กองทัพเจิ้นซีลงมือด้วยหรือขอรับ ท่านหลี่หู่คงไม่ต้องเปลืองแรงมากกระมัง”
“หลี่หู่ผู้นี้ขี้ขลาดตาขาว ไม่กล้าลงมืออย่างเด็ดขาด ฮึ หากเป็นข้าลงมือ...”
หวังเฉียนไม่ได้พูดต่อ พอนึกถึงตอนนั้น ตนเองก็ไม่กล้าลงมือเช่นกัน บัดนี้ที่กล้าขึ้นมาได้ ก็เพราะได้รับข่าวของหลินเฟิง
“ไม่ได้ ข้าต้องไปเมืองซ่างหลินสักเที่ยว ไปพูดคุยกับท่านผู้ดูแลใหญ่”
เมื่อได้ยินข่าวของหลินเฟิง หวังเฉียนก็นั่งไม่ติด ข่าวที่ไป๋จิ้งได้รับทางนั้นย่อมมาถึงก่อนตนเป็นแน่
ต้องสืบถามให้ได้ความแน่ชัด จึงจะวางใจได้อย่างแท้จริง
เฉียวสยงรีบเกลี้ยกล่อมว่า “ท่านแม่ทัพเอก ยามนี้ในนครหลวงกำลังวุ่นวาย ท่านไม่อาจออกไปโดยง่ายขอรับ”
หวังเฉียนตื่นเต้นจนลุกขึ้นยืน เดินวนไปมาในห้องหนังสือไม่หยุด พลางพึมพำกับตนเอง
“เฮ้อ เรื่องนี้ช่างจัดการยาก พี่ใหญ่เคยกล่าวไว้ว่า ยิ่งถึงยามสำคัญ ยิ่งต้องใจเย็น เรื่องในนครหลวง...”
เฉียวสยงเตือนว่า “ท่านแม่ทัพเอก ท่านเขียนจดหมายไปถามดีหรือไม่ ใช้ม้าเร็วส่งด่วนแปดร้อยลี้ หรือไม่ก็เดินทางไปกลับทางเรือ ใช้เวลาเพียงสามวันขอรับ”
หวังเฉียนหันกลับมาที่โต๊ะหนังสือ “ได้ ๆ รีบเอาหมึกกับพู่กันมาให้ข้า”
เฉียวสยงรีบฝนหมึกให้
หวังเฉียนขมวดคิ้วกำชับว่า “เรื่องนี้เป็นความลับสูงสุด ห้ามแพร่งพรายออกไปแม้แต่น้อย เข้าใจหรือไม่”
“ขอรับ ท่านแม่ทัพเอก”
หลินเฟิงแช่น้ำร้อนอย่างสบายอารมณ์ที่หอรุ่ยซิงในเมืองหยินโจว จนเผลอหลับไปในสระน้ำ
เมื่อตื่นขึ้น ข้างกายทั้งสองด้านมีหญิงงามสวมอาภรณ์บางเบาราวปีกจักจั่น กำลังเช็ดร่างกายให้เขาอย่างแผ่วเบา
