“พวกเราก็ไม่รู้ธรรมเนียมอะไรหรอก ลองว่ามาฟังหน่อย”
หลินเฟิงกล่าวเสียงเรียบ
“สำนักคุ้มกันหงเซิ่งของเราให้ความสำคัญกับการมาก่อนมาหลัง และการจัดลำดับอาวุโส แล้วจะถึงคราวพวกหน้าใหม่อย่างพวกเจ้ากินข้าวก่อนตั้งแต่เมื่อใดกัน”
เมิ่งเยี่ยนหลงเอ่ยเสียงขรึม
หลินเฟิงยิ้ม “อย่ามาใช้ลูกไม้เช่นนี้กับข้า สำนักคุ้มกันย่อมยึดฝีมือเป็นสำคัญ ผู้ใดหมัดหนักกว่า ผู้นั้นก็ได้กินก่อน เจ้าไม่ยอมรับหรือ”
“ดี เช่นนั้นก็ให้เจ้าดูเสีย ว่าหมัดของใครแข็งแกร่งกว่ากัน”
เมิ่งเยี่ยนหลงรู้ว่าหมัดของตนคงใหญ่สู้หลินเฟิงไม่ได้ เช่นนั้นก็ลองเทียบความแข็งดู
หลินเฟิงไม่พูดมาก หันไปมองเฉียวจวี้ซาน
“หลินต้า เขาอยากดูว่าหมัดของเจ้าใหญ่หรือไม่”
เฉียวจวี้ซานแสยะยิ้ม ก่อนยื่นมือกำหมัดกลางอากาศ ขนาดใหญ่ราวกับศีรษะเด็กคนหนึ่ง
“มีผู้ใดอยากลองเทียบกับหลินต้าไหม”
สายตาของเมิ่งเยี่ยนหลงกวาดผ่านใบหน้าพี่น้องหลายคนของตน ผู้ใดถูกเขามองล้วนหลุบตาลง หรือไม่ก็หันไปมองทางอื่น
ทุกคนต่างรู้แก่ใจ เพียงเห็นหมัดข้างนั้นแล้ว ใครยังกล้าเดินเข้าไปหาเรื่องตายอีก
เมิ่งเยี่ยนหลงแอบด่าทอในใจ ปกติคนพวกนี้แต่ละคนวางท่าราวกับยิ่งใหญ่เสียเต็มประดา ครั้นถึงยามสำคัญกลับขลาดเขลากันหมด
ไม่มีทางเลือก ในฐานะพี่ใหญ่ยามนี้ เขาจะขลาดไม่ได้ หากอยากรักษาชีวิตสุขสบายไว้ ก็ต้องก้าวออกไปสู้สุดชีวิต
เขาค่อย ๆ ลุกขึ้น กัดฟันตวาดว่า
“ดี เช่นนั้นก็ให้ข้าดูเสีย ว่าหมัดของใครแข็งแกร่งกว่า...”
ใครจะคิดว่าคำพูดของเขายังไม่ทันจบ หลินซานที่อยู่อีกด้านของโต๊ะยาวก็ยกเท้าถีบโต๊ะโดยไม่มีปี่มีขลุ่ย
เมิ่งเยี่ยนหลงไม่คาดคิดเลยว่าอีกฝ่ายจะลงมือ ทั้งที่ยังพูดไม่จบ
