เหรินตัวลี่จี๋ร่างเตี้ยอ้วน นั่งขดอยู่บนเก้าอี้ คิ้วหนาสั้นทั้งสองข้างขมวดเข้าหากันจนแทบจะผูกเป็นปม
จางเอินอี้เองก็ปวดเศียรเวียนเกล้า “จากสถานการณ์ยามนี้ กองทัพเจิ้นซีกับกองทัพซีเซี่ยต่างยับยั้งชั่งใจกันอยู่ จึงยังสงบสุขไร้เหตุปะทะชั่วคราว”
“พวกเราต้องลงมือให้เร็ว หากรอจนพวกเขาซ่อมคลองส่งน้ำเสร็จ โอกาสก็จะสูญสิ้น”
“วางใจเถิด ท่านแม่ทัพใหญ่ แม้คลองส่งน้ำจะถูกทำลายได้อย่างรวดเร็ว แต่ซ่อมแซมกลับคืนหาใช่เรื่องง่าย หากไม่มีเวลาสองสามเดือน ก็อย่าหวังว่าจะปล่อยน้ำได้”
อู๋เซิ่งกล่าวอย่างภาคภูมิใจ
จางเอินอี้ยกมือห้าม “ยามนี้จะชักนำให้ทั้งสองฝ่ายลงมือกันอย่างไร พวกท่านมีแผนดีหรือไม่?”
อู๋เซิ่งกับเหรินตัวลี่จี๋ขมวดคิ้วครุ่นคิด ต่างนิ่งงันไปชั่วขณะ
จางเอินอี้ชี้แผนที่ตรงหน้า “ส่งคนไปสืบสภาพการวางกำลังของทั้งสองฝ่ายก่อน กองทัพของเหรินตัวจิ้นจงถอนกำลังส่วนใหญ่ที่คอยสอดส่องกองทัพเราไปแล้ว หาทางเข้าไปอยู่ระหว่างค่ายทหารของทั้งสองฝ่าย แล้วลอบโจมตีในยามค่ำคืน...”
เหรินตัวลี่จี๋รีบรับคำต่อจากจางเอินอี้
“จากนั้นมุ่งหน้าไปทางค่ายกองทัพเจิ้นซี เพื่อลากเคราะห์ไปให้พวกเขา”
อู๋เซิ่งกล่าวเสริมตาม “ให้พวกเขาสวมเสื้อผ้าของคนต้าจง และต่อให้ตายก็ห้ามเผยว่าเป็นคนของฝ่ายใด”
จางเอินอี้พยักหน้า “เมื่อทั้งสองฝ่ายเกิดความระแวงต่อกัน เรื่องนี้ก็ยากจะแก้ต่างให้กระจ่าง ทหารย่อมไม่คิดมากมาย ในท้ายที่สุดผลลัพธ์ก็มีเพียงอย่างเดียว”
“ถูกต้อง ขอเพียงมีคนตาย แล้วยังสืบตัวผู้ลอบโจมตีไม่ได้ พวกทหารห้าวหาญในกองทัพจะมีใครรักษาอารมณ์ให้สงบได้อีก?”
