เดิมทีมีกองทหารองครักษ์อยู่แปดร้อยนาย แต่ทั้งหมดถูกทิ้งไว้ด้านนอกเมืองฟู่อัน ท่ามกลางวงล้อมของโจรสลัด คาดว่าคงมีเพียงไม่กี่คนที่รอดกลับมาได้
ทั้งสองเลี้ยวซ้ายเลี้ยวขวา มุ่งหน้าไปยังห้องนอนของเหมียวฉางเฟิง
ตรงปากตรอกแห่งหนึ่ง จู่ ๆ ก็มีคนโผล่ออกมาขวางทางทั้งคู่
“ผู้ใด หยุดอยู่ตรงนั้น!”
คนผู้นั้นถือดาบเอวไว้ในมือ จ้องหลินเฟิงอย่างระแวดระวัง
เพียงชั่วพริบตา สีหน้าของอีกฝ่ายก็แปรเปลี่ยนจากระแวดระวังเป็นตกตะลึง
“มู่ชวน?”
“ฮะ ๆ ท่านถ่งหลิ่งเหมียว ไม่พบกันเสียนาน สบายดีหรือไม่”
คนผู้นี้คือเหมียวหย่ง หัวหน้าหน่วยองครักษ์ที่ติดตามเหมียวฉางเฟิงอย่างใกล้ชิด
“เจ้า...เจ้ายังมีชีวิตอยู่...”
“พูดเช่นนี้หมายความว่าอย่างไร หรือคนที่ยืนอยู่ตรงหน้าท่านเป็นวิญญาณกันเล่า?”
“นี่...นี่มัน...ช่าง...”
เหมียวหย่งตกตะลึงกับหลินเฟิงจนพูดจาติดขัด ใบหน้าแดงก่ำ
มู่ชวนผู้นี้อีกแล้ว เขาหนีรอดจากกองกำลังไล่ล่าของโจรสลัดนับไม่ถ้วนมาได้อีกครั้ง ตกลงเขาทำได้อย่างไรกัน?
เขาเคยได้ยินจากท่านอาว่า มู่ชวนอยู่ในเมืองฟู่อันเพียงลำพัง ส่วนพี่น้องหลินต้าและหลินเอ้อร์นำกองทหารองครักษ์ม้าศึกแปดร้อยนายเข้าขัดขวางกองกำลังไล่ล่าของโจรสลัดเกือบหมื่นนายอย่างสุดชีวิต ท้ายที่สุดกลับถูกล้อมไว้แน่นหนา ไร้หนทางเอาชีวิตรอด
“ท่านอัครมหาเสนาบดีอยู่ที่ใด?”
“อ้อ...ยังพักผ่อนอยู่ เจ้าเข้าไปรอในห้องด้านข้างก่อนสักครู่เถิด”
เหมียวหย่งเหลือบมองจี๋เฟิงสิง เห็นว่าเป็นชายชราชาวบ้านผู้หนึ่ง จึงมิได้ใส่ใจ
ที่สำคัญคืออีกฝ่ายเดินตามหลังหลินเฟิง อายุอานามเจ็ดสิบแปดสิบปี ดูราวกับลมพัดก็ล้ม ย่อมไม่มีพิษสง จึงถูกมองข้ามไปโดยปริยาย
