เรื่องอัครมหาเสนาบดียังพอแก้ต่างได้บ้าง แต่หากไปถึงองค์รัชทายาท ด้วยนิสัยของจ้าวเจียน เกรงว่าเพียงพูดผิดไปคำเดียว ดาบเหล็กคงจ่อถึงตัวแล้ว
อู๋ปู้เต้าร่างอ่อนปวกเปียก ทรุดลงกับพื้นจนลุกไม่ขึ้น ยิ่งไม่ต้องพูดถึงการเข้าวังไปเข้าเฝ้าองค์รัชทายาท
อันเจิ้งเต้ายกมือห้าม “ไปเรียกคนมาสักสองสามคน หามใต้เท้าอู๋เข้าวัง”
เขาปล่อยให้คนผู้นี้หลุดรอดไปไม่ได้ ฮู่ปู้ดูแลเรื่องเสบียงและการเกษตร เมื่อเกิดเรื่องขึ้น ย่อมต้องให้พวกเขารับผิดชอบ
เส้าเหวินจวิ้นไม่กล้าชักช้า หันหลังออกไปเรียกบ่าวรับใช้หลายคนเข้ามา พวกเขาช่วยกันยกอู๋ปู้เต้าขึ้น แล้วพากันเดินออกไป
เมื่อถึงลานหน้าจวนอัครมหาเสนาบดี พวกเขาก็ยัดร่างอ้วนเตี้ยของอู๋ปู้เต้าใส่เกี้ยว ให้คนหามตามหลังเกี้ยวของอันเจิ้งเต้า มุ่งหน้าเข้าไปในวังหลวงพร้อมกัน
เรื่องชาวนารวมกลุ่มก่อความวุ่นวาย มีคนรีบส่งข่าวไปถึงเจี่ยเจียงจั่ว ถ่งหลิ่งทหารองครักษ์หลวงแล้ว นับแต่จ้าวรุ่ยถูกเขายิงสังหาร องค์รัชทายาทจ้าวเจียนก็เลื่อนตำแหน่งเจี่ยเจียงจั่วให้เป็นถ่งหลิ่ง (ผู้คุมทัพ)
เมื่อได้รับรายงาน เจี่ยเจียงจั่วก็ออกคำสั่งทันที ทหารองครักษ์หลวงสามพันนายออกจากเมือง แบ่งเป็นสามสาย มุ่งตรงไปยังสามเมืองอำเภอเพื่อปราบปรามชาวนาที่ก่อความวุ่นวาย
เพราะทหารรักษาพระองค์ที่โยกย้ายมาจากเมืองรักษาการณ์นอกนครหลวง ไม่อาจควบคุมชาวนาจำนวนมากที่ก่อความวุ่นวายได้
คนเหล่านั้นล้วนเป็นเพื่อนบ้านร่วมถิ่น เมื่อเห็นว่าครอบครัวตรากตรำทำงานมาครึ่งปี แต่กลับไม่มีเสบียงพอประทังชีวิตคนทั้งบ้าน ผู้ใดจะไม่ขุ่นเคืองใจ
ทหารรักษาพระองค์จำนวนมากจึงแสร้งทำเป็นมองไม่เห็น ปล่อยให้ชาวนาจำนวนมากไปรวมตัวกันที่ที่ว่าการอำเภอ กระทั่งปะทะกับมือปราบประจำอำเภอ พวกเขาก็ยังทำทีไม่รู้ไม่เห็น
