เขาตั้งใจจะปูนบำเหน็จแก่บุคคลในตำนานผู้นี้ด้วยตนเอง แม้เคยได้ยินเพียงชื่อเสียง แต่ยังไม่เคยพบหน้า
เหล่าขุนนางฝ่ายบุ๋นและบู๊ต่างมีความเชื่อมั่นในราชสำนักมากขึ้น ไม่ต้องกังวลเรื่องแสร้งป่วยเพื่อไม่เข้าประชุมราชสำนักอีกต่อไป
ข่าวแพร่กระจายอย่างรวดเร็ว เพียงไม่ถึงครึ่งวันก็ลือไปทั่วนครหลวงแล้ว
กล่าวได้ว่าทั้งเมืองร่วมเฉลิมฉลอง ราวกับการมาถึงของหลินเฟิงได้ฉีดยาบำรุงกำลังใจให้เหล่าขุนนางและชาวบ้าน
มีคนยินดีก็ย่อมมีคนไม่ยินดี
ไท่ซือว่านกำลังเดือดดาลอยู่ในกองบัญชาการเมืองหลี
“สารเลว! จวีเฉาเยว่คิดอย่างไรกัน ถึงกับมอบอำนาจบัญชาการทหารให้หลินเฟิงโดยพลการ ทั้งที่ไม่ได้รับอนุญาตจากข้า นี่คือการก่อกบฏ นี่คือการหลอกลวงเบื้องสูง นี่คือการไม่เห็นกฎทัพอยู่ในสายตา...”
เจียวซานเฉียงรีบเข้าไปลูบหลังไท่ซือเฒ่า
“ไท่ซือ โปรดระงับโทสะ อย่าโกรธจนป่วยเลยขอรับ”
“แค่ก ๆ ๆ... เรียกจวีเฉาเยว่มาพบข้าเดี๋ยวนี้! ทันที!”
ทหารนายหนึ่งหันหลังวิ่งออกไป
ยามนี้แม่ทัพจวีเฉาเยว่หลบเข้าไปอยู่ในเมืองข่านแล้ว ไม่ยอมพบผู้ใดทั้งสิ้น
เขามอบกำลังพลของกองพันที่สิบเอ็ดแห่งทหารองครักษ์หลวงให้หลินเฟิงทั้งหมด ส่วนตนไม่คิดยุ่งเกี่ยวอีก
เดิมทีหลินเฟิงอยากให้เขาออกหน้าคุมสถานการณ์
แต่ในช่วงเวลาเช่นนี้ จวีเฉาเยว่เห็นว่าหลีกเลี่ยงการปรากฏตัวจะดีกว่า
หลินเฟิงจัดสรรกำลังพลของกองพันที่สิบเอ็ดแห่งทหารองครักษ์หลวงทั้งหมดออกไปแล้ว โดยให้ขุนพลระดับสูงหลายคนของกองทัพเจิ้นซีแยกกันนำทัพฝึกฝน
เพียงแต่เขารู้สึกลำบากใจอยู่บ้าง ก่อนหน้านี้จวีเฉาเยว่ส่งอี้หมิ่นไปเมืองซ่างหลิน แล้วกล่าวกับเขาอย่างหนักแน่นว่า
