ปู้หยุนถิงหันกายกลับ กวาดตามองทั่วท้องพระโรง
“ท้องพระโรงแห่งนี้กว้างใหญ่เกินไป พวกเราล้อมไว้ไม่ได้ คาดว่าจักรพรรดิต้าเหอคงหนีไปตั้งแต่ตอนที่พวกเราโจมตีท้องพระโรงแล้ว”
พลทหารคนหนึ่งตอบว่า “พี่ใหญ่ ตอนพวกเรามาถึง ไฟในท้องพระโรงดับอยู่ หากจักรพรรดิต้าเหออยู่ข้างในจริง ก็ควรจุดไฟไว้สิ”
คนผู้หนึ่งหัวเราะจากที่ไม่ไกล “เสียงปืนเสียงระเบิดดังไปทั่ว เขาจะกล้าจุดไฟหรือ?”
ปู้หยุนถิงพบว่าแม้ท้องพระโรงจะกว้างใหญ่ แต่ก็รับมือกับการค้นหาของคนจำนวนมากเช่นนี้ไม่ไหว เกรงว่าข้างในคงไม่มีผู้ใดอยู่จริง ๆ
หากจักรพรรดิต้าเหอหนีออกจากท้องพระโรงไปแล้ว ในวังหลวงอันกว้างใหญ่เช่นนี้ เขาก็เหมือนปลาที่หลุดลงสู่มหาสมุทร ยากจะจับตัวกลับมาได้อีก
ปู้หยุนถิงขมวดคิ้วครุ่นคิด ครั้นหันไปก็เห็นแท่นสูงเกือบเท่าคนอยู่หน้าฉากกั้น
บนแท่นมีโต๊ะหนังสือขนาดใหญ่กับเก้าอี้ พื้นที่กว้างไม่น้อย ใต้แท่นนี้เป็นโพรงหรือเป็นเนื้อไม้ตันกันแน่?
ปู้หยุนถิงก้าวเข้าไปใกล้ ใช้ด้ามปืนสั้นในมือเคาะผนังไม้ของแท่นสูง
“ก๊อก ก๊อก ก๊อก...”
ผนังส่งเสียงก้องกลวงออกมา
“ดูเหมือนข้างในแท่นสูงนี้จะเป็นโพรง”
พลทหารหน่วยรบพิเศษที่อยู่ข้างกายปู้หยุนถิงเอ่ยเตือน
“เปิดดู”
ปู้หยุนถิงสั่งทันที
พลทหารหน่วยรบพิเศษคนหนึ่งชักมีดสั้นออกจากตัว แล้วแทงใส่ผนังแท่นสูงสุดแรง
มีดสั้นแทงเข้าไปได้กว่าหนึ่งชุ่น แม้ตัวแท่นจะทำจากไม้ แต่เนื้อไม้กลับแข็งแกร่งยิ่ง มีดสั้นแทงทะลุไม่ได้
