ทว่าโจรขี่ม้าที่เดิมควบม้าพุ่งเข้ามา กลับเริ่มหันเหทิศทาง พุ่งตะแคงไปทางขวา ชวนให้คิดว่าพวกมันตั้งใจอ้อมทหารม้าศึก 600 นาย แล้ววกกลับมาโจมตีขบวนรถ
เหมียวหย่งมองเห็นชัดเจน ในใจพลันฮึกเหิม รีบออกคำสั่งให้กองม้าปรับทิศทางตาม ไล่ตามโจรขี่ม้าไปข้างหน้า ศึกครานี้จึงกลายเป็นศึกได้เปรียบ ความสูญเสียย่อมลดลงหลายเท่า
ภายในขบวนรถ เฟิงหลี่ ผู้ตรวจการของเหมียวฉางเฟิง ยืนสังเกตการณ์อยู่บนคานรถม้า
เพราะลมพัดไปทางเดียวกัน เขาจึงได้ยินเสียงตะโกนของหลินเฟิงแว่ว ๆ แต่ไม่อาจจับใจความได้
กระทั่งเห็นหลินเฟิงกระโดดข้ามจากหลังคารถม้าคันหนึ่งไปยังอีกคันหนึ่ง
“ใต้เท้ามู่ชวน ท่านกำลังทำอะไรอยู่”
องครักษ์ทั้งหมดพุ่งไปอยู่แนวหน้า มีเพียงรองหัวหน้าหน่วยผู้นี้ที่กระโดดไปมาบนรถม้า ช่างไม่รู้จักกาลเทศะเอาเสียเลย!
ในที่สุดหลินเฟิงก็พบเหมียวฉางเฟิง เขากระโดดต่อเนื่องสองสามครั้ง ก่อนจะขึ้นไปบนรถม้าได้
“ใต้เท้าอัครมหาเสนาบดี พวกเราติดกับดักของศัตรูแล้ว รีบมีคำสั่งให้เหมียวหย่งแยกกองกำลัง ปกป้องท้ายขบวนรถเถิด”
เงียบไปครู่หนึ่ง เสียงของเหมียวฉางเฟิงก็ดังมาจากในรถม้า
“มู่ชวน เจ้ารู้ได้อย่างไรว่าเป็นกลอุบายของโจรขี่ม้า”
หลินเฟิงร้อนใจยิ่งนัก“เห็นชัด ๆ ว่ากองม้า 300 นายกล้าบุกโจมตีทหารม้าองครักษ์ 600 นาย พวกมันกินอิ่มจนไม่รู้จะทำอะไรหรือไร”
ผู้ตรวจการตวาดตำหนิ“บังอาจ! พูดกับใต้เท้าอัครมหาเสนาบดีเช่นนี้ได้อย่างไร”
“เร่งมือเถิด หากช้ากว่านี้ก็ไม่ทันการณ์แล้ว”
หลินเฟิงจนปัญญา ถึงเพียงนี้แล้วยังมัวถือสาถ้อยคำอยู่อีก
เหมียวฉางเฟิงนิ่งคิดอยู่ครู่หนึ่งอีกครั้ง
