เพราะเรื่องนี้มีความสำคัญยิ่ง จ้าวฉุนจึงเรียกองค์หญิงใหญ่แห่งต้าจงจ้าวเทียนอวี๋มาด้วย นางนั่งอยู่ด้านหนึ่ง สีหน้าเรียบเฉย พลางจิบชา
ภายในตำหนักเฉิงเต๋อเงียบสงัด นางกำนัลหลายคนยืนค้อมกายอยู่ด้านหลัง ส่วนทั้งด้านในและด้านนอกประตูตำหนักมีขันทียืนอยู่สี่ห้าคน
จ้าวฉุนขยับลำคอเล็กน้อยจนเกิดเสียงกรอบแกรบ
หลายวันมานี้ เขาตรวจฎีกาทั้งกลางวันกลางคืน ทุ่มเททำงานอย่างหนัก
“ขุนนางทุกท่าน จักรพรรดิแคว้นซีเซี่ยส่งหนังสือมาถึง ทั้งยังเสนอผลประโยชน์ก้อนโตเพื่อขอให้กองทัพเจิ้นซีแห่งต้าจงอย่าเข้าไปแทรกแซงศึกที่หยินโจว พวกท่านคิดเห็นเช่นไร?”
เฉาเต๋ออวิ้นค้อมกายกล่าวทันที “ฝ่าบาททรงพระปรีชา ต้าจงกับซีเซี่ยมีสัมพันธไมตรีอันดีต่อกันมาโดยตลอด มิได้มีเรื่องบาดหมาง อีกทั้งศึกที่หยินโจวเป็นเพียงความขัดแย้งภายในซีเซี่ย มิได้เกี่ยวข้องกับต้าจง กองทัพเจิ้นซีแห่งต้าจงย่อมไม่มีเหตุผลใดที่จะเข้าไปพัวพันพ่ะย่ะค่ะ”
จ้าวฉุนพยักหน้าอย่างพึงพอใจ แล้วหันไปมองขุนนางคนอื่น
“แล้วพวกท่านเล่า?”
อวี๋หมิ่นเหวินหันไปกวาดตามองคนอื่น เมื่อเห็นว่าไม่มีผู้ใดเอ่ยปาก จึงรีบค้อมกาย
“กระหม่อมทั้งหลายเห็นพ้องพ่ะย่ะค่ะ”
ขุนนางอีกหลายคนยังคงค้อมกายเงียบงัน
จ้าวฉุนพลิกดูจดหมายของจักรพรรดิซีเซี่ย “ในเมื่อเป็นเช่นนี้ เราควรมีพระบัญชาอย่างไร?”
คราวนี้ขุนนางทั้งห้าคนไม่กล่าวอะไรอีก เพราะพวกเขาเองก็ไม่รู้ว่าจะร่างพระบัญชาเช่นไร
แม้จักรพรรดิแห่งต้าจงจะเข้าครองราชวังหลวงและจัดตั้งศูนย์กลางอำนาจขึ้นใหม่ จนค่อย ๆ ควบคุมกิจการราชสำนักส่วนใหญ่ได้แล้ว แต่ทุกคนต่างรู้ดีว่า ในยามนี้พวกเขายังควบคุมกองทัพเจิ้นซีไม่ได้
เมื่อเห็นว่าไม่มีผู้ใดเอ่ยปาก จ้าวเทียนอวี๋ก็จิบชาอึกหนึ่ง
