ชุยจิ้นเฉวียนกล่าวอย่างสิ้นหวังว่า “พี่ฉู่ ท่านจะไร้เยื่อใยเช่นนี้ไม่ได้ พวกพี่น้องติดตามท่าน ต่อสู้เสี่ยงตายกับผู้อื่นมาไม่น้อย”
ฉู่เลี่ยงกล่าวอย่างดูแคลนว่า “อย่ามาเล่นลูกไม้นี้กับข้าเลย ข้าพาพวกเจ้าออกไปต่อยตีกับคนอื่น เคยแพ้เมื่อใด? ยังจะพูดว่าเสี่ยงตายอีก หากมีอันตรายขึ้นมาจริง ๆ พวกเจ้าคนไหนวิ่งได้เร็วกว่าข้าบ้าง?”
“พี่ฉู่ พูดจาไม่น่าฟังเช่นนี้ไม่ได้นะ...”
“พวกเจ้าทำเรื่องน่าดูเสียยิ่งกว่าคำพูดเสียอีก”
“ท่าน...พี่...”
ทั้งสองคนยืนด่าทอกันอยู่นอกกองบัญชาการ ส่วนภายในห้อง การสนทนาระหว่างหลินเฟิงกับฉู่เจียวก็ใกล้สิ้นสุดลง
หลินเฟิงเข้าใจเรื่องราวแทบทั้งหมดแล้ว ทว่าไม่คาดคิดเช่นกันว่าเรื่องจะลุกลามมาถึงขั้นนี้
ความขัดแย้งระหว่างฝ่ายทหารกับฝ่ายขุนนางของต้าจงลามมาถึงเมืองติ้งหย่วนแล้ว สถานที่ห่างไกลถึงเพียงนี้ยังเป็นเช่นนี้ คิดดูแล้วทั่วทั้งราชวงศ์ต้าจงคงได้รับผลกระทบไปด้วย
ฉู่เจียวกล่าวอย่างขุ่นแค้นว่า “พี่ใหญ่ หากท่านไม่ห้ามกองทัพเจิ้นซีเข้าไปยุ่งเกี่ยวกับราชการ ข้าคงสังหารจิงไฉจือไปนานแล้ว ไหนเลยจะปล่อยให้เขากดขี่ชาวบ้านในเมืองติ้งหย่วนเช่นนี้”
หลินเฟิงลูบจมูก รู้สึกกระอักกระอ่วนอยู่บ้าง
“ข้าก็คาดไม่ถึงเหมือนกันว่าพวกบัณฑิตเหล่านี้จะมีอิทธิพลถึงเพียงนี้”
“ล้วนเป็นคนถ่อยที่เห็นแก่ประโยชน์จนลืมคุณธรรม ท่านไม่ควรปล่อยให้พวกเขาก่อเรื่องตามใจเช่นนี้”
หลินเฟิงขมวดคิ้วกล่าวว่า “เหวินเฉิงเป็นคนฉลาดหลักแหลม มีแบบอย่างของบัณฑิตผู้ทรงคุณธรรม ทั้งยังจัดการเรื่องราวอย่างสุขุมเป็นระเบียบ คิดไม่ถึงว่าเขาก็ยังต้านทานสิ่งล่อลวงจากชื่อเสียงและผลประโยชน์ไม่ไหว”
ฉู่เจียวกล่าวเสียงเย็นว่า “พี่ใหญ่ หากมิใช่เพราะบารมีของท่านคอยกดเอาไว้ กองทัพเจิ้นซีก็คงถูกพวกเขากัดกร่อนจนเสื่อมทรามไปแล้ว ยามนี้ในกองทัพเริ่มมีเสียงที่แตกต่าง หากท่านยังไม่ออกมายืนหยัด เกรงว่า...”