จีฝูเฉิงพบว่าในท้องนา ต้นกล้าสีเขียวมากมายแม้จะงอกสูงแล้ว แต่กลับไม่มีทีท่าว่าจะออกรวง เกรงว่าคงมีปัญหาในขั้นตอนใดขั้นตอนหนึ่ง
ภายใต้การควบคุมอันเข้มงวดเช่นนี้ ชาวบ้านมากมายไม่พอใจ จึงลอบลงมือทำลายพืชผล
ในเมื่ออย่างไรก็ต้องอดตาย มิสู้ตายไปพร้อมกันเสียเลย
นี่คือวิธีต่อต้านอย่างเงียบงันของชาวบ้าน
จีฝูเฉิงเป็นขุนนางในฮู่ปู้ที่รับผิดชอบดูแลเสบียงโดยตรง เรื่องเพาะปลูกทำไร่นาเขาเชี่ยวชาญเป็นอย่างดี กลอุบายเหล่านี้จึงมองออกได้ในปราดเดียว
เขากังวลว่าเมื่อถึงฤดูเก็บเกี่ยว หากพืชผลไม่ออกรวง ก็เท่ากับลงแรงเปล่ามาครึ่งปี
หากคำนวณภาษีจากผลผลิตในนาและจำนวนประชากร ครอบครัวชาวนาต้องเก็บธัญพืชที่เก็บเกี่ยวได้ไว้เป็นเสบียงเลี้ยงชีพหนึ่งปี ส่วนที่เหลือทั้งหมดต้องส่งเข้าคลัง
ครอบครัวหนึ่งมีสามคน ผลผลิตต่อหมู่ได้ธัญพืชหนึ่งร้อยชั่ง ต้องเก็บไว้ยี่สิบชั่งเป็นเสบียงเลี้ยงชีพ ส่วนอีกแปดสิบชั่งต้องส่งเข้าคลัง
แต่หากผลผลิตต่อหมู่ได้เพียงสามสิบชั่ง ก็ยังต้องเก็บไว้ยี่สิบชั่งเป็นเสบียง ส่วนที่ส่งเข้าคลังได้มีเพียงสิบชั่ง
ยิ่งไปกว่านั้น ที่ดินผืนใหญ่หลายแห่งยังเป็นของขุนนางในนครหลวงและเจ้าที่ดินบางส่วน พวกเขาแบกรับภาษีเพียงน้อยนิด ย่อมเก็บผลผลิตส่วนใหญ่ไว้และส่งเข้าคลังเพียงส่วนน้อย
แค่นี้จะพอเป็นเสบียงเลี้ยงกองทัพได้อย่างไร?
ยังไม่นับเชื้อพระวงศ์อีกมากมายที่ครอบครองที่ดินผืนใหญ่ พวกเขาไม่ต้องรับภาระภาษี เพียงเก็บผลผลิตไว้เลี้ยงคนในจวนเท่านั้น
หากมีครัวเรือนชาวนารอบนครหลวงเพียงสิบหรือแปดครัวเรือนประสบปัญหาเช่นนี้ ยังพอปิดบังกันได้
