*7@-J กองทัพหลวงต้าเจิ้งใช้กำลังเข้าปราบปรามชาวนาที่รวมตัวก่อความวุ่นวายอย่างเด็ดขาด ทั่วทั้งหมู่บ้านใกล้เคียงจับกุมชาวนาได้มากกว่าหนึ่งพันคนในที่เกิดเหตุ
หลังจากสอบสวนอย่างทารุณ ก็สืบหาความจริงเรื่องผลผลิตธัญพืชที่ลดลงในครั้งนี้ได้
เมื่อรายงานเหตุการณ์ขึ้นไป จ้าวเจียนก็ตกที่นั่งลำบาก
เพราะเกี่ยวพันกับครัวเรือนชาวนามากเกินไป หากจับกุมมาลงโทษทั้งหมด ย่อมส่งผลกระทบต่อการเพาะปลูกในปีหน้าเป็นแน่
หากไม่จับกุม ปล่อยให้เรื่องดำเนินต่อไป ก็ยากจะรับประกันผลเก็บเกี่ยวในปีหน้า
จ้าวเจียนได้แต่กระวนกระวายเกาจนหัวแทบแตก ขมวดคิ้วครุ่นคิดอย่างหนัก
เมื่อจนปัญญาจริง ๆ จึงให้คนไปเชิญอันเจิ้งเต้า เสิ่นอวี๋ และเจี่ยเจียงจั่ว สามขุนนางผู้ได้รับมอบหมายให้ช่วยเหลือราชการแผ่นดินมา
อันเจิ้งเต้าอายุใกล้เจ็ดสิบ ปกติใบหน้าเปล่งปลั่งมีเลือดฝาด จิตใจแจ่มใสกระปรี้กระเปร่า ยามเดินเหินก็คล่องแคล่วว่องไว
แต่ครานี้ จ้าวเจียนกลับพบว่าอาจารย์ของตนชราลงไปมาก
มิใช่เพียงก้าวย่างงกเงิ่น ใบหน้าซีดขาว ดูคล้ายปฏิกิริยาก็เชื่องช้าลงไม่น้อย
“อาจารย์ ท่านเป็นอะไรไปหรือ?”
อันเจิ้งเต้าเหลือบมองจ้าวเจียน ก่อนค้อมกายตอบ
“องค์รัชทายาท ข้าน้อยกลัดกลุ้มจนกินไม่ได้ นอนไม่หลับ เฝ้าครุ่นคิดทั้งวันทั้งคืน มิอาจช่วยแบ่งเบาความกังวลของพระองค์ได้ รู้สึกละอายใจยิ่งนัก...”
“อาจารย์ทุ่มเทแรงกายแรงใจเพื่อแผ่นดินต้าเจิ้ง เหตุใดต้องโทษตนเองเช่นนี้ด้วย”
“ขอบพระทัยองค์รัชทายาทที่ทรงปลอบโยน นี่เป็นหน้าที่ของข้าน้อย มิกล้าละเลยแม้แต่น้อย”
จ้าวเจียนพยักหน้า แล้วส่งสัญญาณให้ขันทีที่อยู่ข้างกาย
“ประทานที่นั่ง”
ขันทีน้อยรีบยกเก้าอี้มาให้อันเจิ้งเต้านั่งสนทนา
เสิ่นอวี๋กับเจี่ยเจียงจั่วยังมาไม่ถึง ภายในตำหนักจึงเหลือเพียงศิษย์กับอาจารย์ ทั้งสองต่างเงียบงัน
