นับแต่ได้รับบัญชาการค่ายเครื่องยิงก้อนหินด้วยตนเอง นางก็นำเหล่าทหารฝึกฝนอย่างหนักทุกวัน
เพราะหลินเฟิงบอกนางว่า ในสงครามภายหน้าของกองทัพเจิ้นซี เครื่องยิงก้อนหินกับอสนีบาตจะเป็นกำลังสำคัญยิ่ง
นางต้องพัฒนาความสามารถในการรบของทหารให้สูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง อีกทั้งยังต้องศึกษาค้นคว้าและปรับปรุงเทคนิคต่าง ๆ ของเครื่องยิงก้อนหินอยู่เสมอ
เพื่อให้มันสำแดงอานุภาพได้มากยิ่งขึ้นในศึกสงคราม
ใต้กำแพงเมืองติ้งหย่วน ทหารสามหมื่นนายยืนนิ่งรอคำสั่ง
ในกองช่างทหาร เสบียงและยุทโธปกรณ์ที่นำติดตามมาก็มีบันไดปีนกำแพงกับเครื่องทุบประตูเมืองรวมอยู่ด้วย
ทว่าระหว่างเดินทาง ผ่านเมืองระดับอำเภอมาสองแห่ง ยังไม่ทันได้ล้อมโจมตี ขุนนางประจำอำเภอก็เปิดประตูเมืองยอมจำนนเสียก่อน
เมืองเล็ก ๆ เช่นนั้น เมื่อเผชิญหน้ากับกองทัพใหญ่ ย่อมไม่เหลือใจคิดต่อต้านแม้แต่น้อย
แต่เมืองหลวงประจำแคว้นนั้นต่างออกไป มิใช่เพียงมีกำลังทหารรักษาการณ์มาก หากกำแพงเมืองยังสูงเสียดฟ้า จนต้องแหงนหน้าจึงจะมองเห็น
ชวนให้รู้สึกถึงแรงกดดัน
แม้ทหารกองทัพเจิ้นซีจะไม่เห็นสิ่งนี้อยู่ในสายตา แต่ก็จำต้องยอมรับว่าการตีเมืองให้แตกมิใช่เรื่องง่าย
ซีเหนียงสังเกตการณ์อยู่ครู่หนึ่ง ก่อนส่งกล้องส่องทางไกลคืนให้หลินเฟิง
“ท่านแม่ทัพ ให้ข้าลองดูเถิด”
หลินเฟิงส่ายหน้า “มิใช่ลอง แต่ต้องยิงให้ถูกเป้าหมายในคราเดียว”
ซีเหนียงสบตาหลินเฟิงอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนกัดฟันพยักหน้า แล้วควบม้าไปเตรียมยิงอสนีบาต
หลินเฟิงหันไปกำชับ “เหล่าหู เจ้าไปเจรจากับพวกเขาดู ว่าจะเปิดประตูยอมจำนนหรือไม่ พวกเรามาเพื่อจัดการสมาคมผ้าโพกหัวดำเท่านั้น”
