เมื่อหันกลับมาดูยามนี้ ถ่งหลิ่งทหารองครักษ์หลวงเปลี่ยนเป็นหลินเฟิงแล้ว ทว่ากองทัพกบฏก็ยังประชิดเมืองรักษาการณ์
เมืองรักษาการณ์ทั้งแปดแห่งมีกำลังพลรวมกัน 110,000 นาย น้อยกว่าเดิมหลายหมื่นนาย
แม้เรื่องราวอันเป็นตำนานของหลินเฟิงจะทำให้ผู้คนเลื่อมใส แต่ความจริงที่ปรากฏอยู่เบื้องหน้าคือกองทัพกบฏ 200,000 นายปะทะกับทหาร 110,000 นาย จะกล่าวว่าไม่ตื่นตระหนกย่อมเป็นคำโกหก
ขุนนางและชาวเมืองต่างเริ่มกักตุนเสบียงกันอีกครั้ง
ร้านขายข้าวสารถูกกว้านซื้อจนหมดอย่างรวดเร็ว
ประตูเมืองทั้งสี่ของนครหลวงปิดลงสามแห่ง เหลือเพียงประตูทิศตะวันตกที่ยังเปิดตามปกติ
ทุกวันมีชาวเมืองจำนวนมากหนีออกจากในเมือง
ทหารรักษาการณ์มิได้ขัดขวาง เบื้องบนมีคำสั่งให้เข้าเมืองอย่างเข้มงวด แต่ออกเมืองได้โดยสะดวก เพื่อป้องกันไม่ให้สายลับกองทัพกบฏแฝงตัวเข้ามา
เมืองรักษาการณ์ทั้งแปดแห่งนอกนครหลวง ล้วนต้องเผชิญแรงกดดันจากกองทัพกบฏนับหมื่น ยกเว้นเมืองข่าน
ดังนั้น เมืองรักษาการณ์แต่ละแห่งจึงทำได้เพียงป้องกันอย่างสุดกำลัง ไม่อาจคาดหวังกำลังเสริมจากนอกเมือง
หลินเฟิงประเมินว่า แม้กองทัพกบฏจะมีกำลังพลถึง 200,000 นาย แต่เมื่อต้องเผชิญเมืองรักษาการณ์ทั้งแปด ก็ทำได้เพียงเลือกโจมตีจุดสำคัญ
เมืองสำคัญทั้งสี่จากเมืองรักษาการณ์ทั้งแปด ได้แก่ เมืองเฉียน เมืองคุน เมืองหลี และเมืองข่าน
ทางตะวันตกของเมืองข่านคือแม่น้ำจิ้น ส่วนทางใต้เป็นสาขาของแม่น้ำจิ้น จึงไม่หวั่นเกรงการถูกกองทัพกบฏล้อมเมือง
กองทหารประจำเมืองคุนและเมืองหลีต่างมีกำลังเกิน 20,000 นาย ทั้งยังป้องกันง่ายตีได้ยาก หากไม่มีกำลังพลมากกว่าอีกฝ่ายสองถึงสามเท่า การบุกโจมตีก็ไร้ประโยชน์
ภายใต้สถานการณ์เช่นนี้ เมืองเฉียนจึงเป็นจุดทะลวงที่เหมาะสมที่สุดสำหรับกองทัพกบฏ
