หลินเฟิงชะงักไป ก่อนจะเม้มปากครุ่นคิด
“ดูท่าจะเป็นเช่นนั้น ข้าโลภเกินไปเสียแล้ว”
หงเซียวเอ่ยอย่างกระดากอาย
“หากใต้เท้าต้องการเรียน หงเซียวก็ไม่หวงวิชา เพียงแต่ดูจากกระบวนท่าได้ยาก ว่าร่างกายจะปรับให้เข้ากับความเปลี่ยนแปลงของกระแสลมอย่างไร”
หลินเฟิงอารมณ์ดี จึงโบกมือ
“เพียงคำพูดของเจ้า ก็ทำให้ข้ากระจ่างขึ้นมาได้ อันที่จริงกระบวนท่าไม่สำคัญ กุญแจสำคัญอยู่ที่ประโยคสุดท้ายของเจ้านี่เอง”
หงเซียวพยักหน้าถี่ ๆ อย่างเลื่อมใส
“ใต้เท้ามีพรสวรรค์เหนือผู้อื่นจริงดังคำเล่าลือ”
หลินเฟิงลอบกระหยิ่มใจ กำลังจะกล่าวโอ้อวดอีกสักสองสามคำ พลันได้ยินทหารนายหนึ่งวิ่งมาถึงหน้าประตูแล้วตะโกนเสียงดัง
“รายงานท่านถ่งหลิ่ง มีข่าวด่วนขอรับ”
เผยชีอินก้าวฉับ ๆ ไปถึงหน้าประตู ยื่นมือรับรายงานศึกมา กวาดตามองครู่หนึ่งแล้วหันกลับมาส่งให้หลินเฟิง
หลินเฟิงพบว่าเป็นรายงานจากกองทหารม้าสอดแนมของเว่ยเป้า
พวกเขาพบว่ากองทัพกบฏในเมืองจิงตงเริ่มเคลื่อนออกจากประตูเมืองฝั่งตะวันออก อ้อมเป็นวงแล้วมุ่งลงใต้
มีจำนวนราวสามหมื่นกว่านาย
หลินเฟิงกินอาหารจนหมดอย่างรวดเร็ว ก่อนก้าวฉับ ๆ ไปยังแผนที่ทรายในกองบัญชาการ แล้วเทียบกับรายงานในมือ พลางพินิจอย่างละเอียด
กองทัพกบฏสามหมื่นนายมุ่งลงใต้จากเมืองจิงตง เป้าหมายน่าจะเป็นอำเภอกว่างผิง
อำเภอกว่างผิงอยู่ห่างจากเมืองตุ้ยเพียงราว 150 ลี้
หรือไม่ก็อาจมุ่งข้ามอำเภอกว่างผิงไปยังอำเภอเกาเฉิง ทางตะวันตกของเมืองหย่งหนิง
หากกองทัพสามหมื่นนายเข้าประจำการในอำเภอเกาเฉิง ก็สามารถบุกเมืองตุ้ยได้ในระยะใกล้ หรือหากไกลออกไปอีกหน่อย ก็ยังเดินทางถึงเชิงกำแพงเมืองเฉียนได้ภายในวันเดียว
หลินเฟิงมองอยู่ครู่ใหญ่ ก่อนจะผ่อนลมหายใจขุ่นมัวออกมา
