หงเซียวเลิกทำหน้านิ่งขรึมอย่างที่เคย แล้วเอ่ยหยอกเย้า
“คำพูดนี้ช่างชวนให้คิดไปไกลนัก น้องสาวอยากฟังเหลือเกินว่าพี่ชีอินถูกอบรมบ่มเพาะทั้งวันทั้งคืนอย่างไร”
เผยชีอินหน้าแดงก่ำ หมุนตัวเดินเข้าไปหลังโต๊ะคิดเงิน แล้วกดลูกคิดเสียงดังรัว
“อย่ามาจับผิดถ้อยคำของพี่ พวกเจ้าสองคนเดินทางจากซ่างหลินไปถึงเจิ้นซี อยู่ด้วยกันตามลำพังในรถม้าตลอดวันคืน มิสู้เล่าให้ละเอียดสักหน่อยเล่า”
หงเซียวไหวไหล่ “พี่คิดว่ารูปโฉมของหงเซียวจะทำให้คุณชายหลินเหลียวมองสักครั้งหรือ?”
หลินเฟิงยกมือโบกพัลวัน “พอแล้ว ๆ พูดเรื่องอะไรกัน ยามนี้ศัตรูรายล้อม จำต้องมุ่งกำจัดปีศาจร้าย อย่าได้เอ่ยเรื่องอื่นเหลวไหล”
ทั้งสองยังคงเชื่อฟังเขา จึงปิดปากเงียบลงทันที
“จัดการเรียบร้อยแล้วหรือ?”
หลินเฟิงหันไปมองเผยชีอิน
“วางใจเถิดท่านแม่ทัพ ทุกอย่างเป็นไปตามที่ท่านสั่ง ข้าเกรงก็แต่พวกมันจะไม่มา”
“ฮึ ๆ โอกาสงามถึงเพียงนี้ จะอดใจไม่มาได้อย่างไร”
หงเซียวหัวเราะเย็นชา “ศึกครั้งนี้ผ่านพ้นไป ยอดฝีมือในยุทธภพคงลดลงกว่าครึ่ง”
หลินเฟิงยังไม่ทันตอบ ก็ได้ยินเสียงเสี่ยวเอ้อตะโกนมาจากด้านนอก
“มาแล้ว แขกสามท่าน เชิญด้านในขอรับ”
เผยชีอินรีบเอ่ย “ท่านแม่ทัพ รับประทานอาหารเสร็จแล้วก็ขึ้นไปพักบนชั้นสองเถิด”
หลินเฟิงพยักหน้า ลุกขึ้นเดินขึ้นไปชั้นบน
หงเซียวรีบอุ้มห่อสัมภาระใหญ่เล็กแล้วตามหลินเฟิงขึ้นไปยังชั้นสอง
พวกเขาเพิ่งขึ้นไปได้ไม่นาน บุรุษร่างกำยำสามคนก็ย่างเท้าเข้ามาจากประตู แต่ละคนพกอาวุธมาด้วย ก่อนเดินดุ่มไปนั่งลงที่โต๊ะตัวหนึ่ง
