หลินเฟิงตะโกนเรียกติดต่อกันสามครั้ง ทว่าเผยชีอินกลับไม่ยอมเข้ามา
ไม่มีทางเลือก หลินเฟิงจึงหันไปมองคนโด เท็นชินที่ฟุบอยู่บนพื้นไร้ลมหายใจ บัดนี้ร่างของเขาหดเล็กลงราวกับเด็กคนหนึ่ง กลายเป็นซากศพแห้งเหี่ยว
สาเหตุเป็นเพราะกระบี่หักที่ปักอยู่กลางหลังดูดโลหิตไปจนหมด
เอมอนโนสุเกะสัมผัสได้ถึงอันตราย จึงถอยห่างจากสนามรบไปแล้ว บริเวณนี้ไม่มีเสียงดนตรีประหลาดดังให้ได้ยินอีก
ลมหายใจของเขาค่อย ๆ กลับมาเป็นปกติ
เอมอนโนสุเกะมีอายุเกือบเจ็ดสิบปีแล้ว ขาแข้งไม่ค่อยคล่องแคล่ว อาศัยเพียงปราณแท้ที่เปี่ยมล้น จึงเคลื่อนไหวได้เบาราวกับนกนางแอ่น
เขาหาก้อนหินแตกก้อนหนึ่งแล้วนั่งลง
เอมอนโนสุเกะคิดจะพักหายใจสักครู่ เมื่อครู่เขาวิ่งสุดกำลัง ร่างกายต้องรับภาระหนักหน่วง เกือบเอาชีวิตแก่ ๆ ของเขาไปเสียแล้ว
เขาอยากใคร่ครวญให้ถี่ถ้วนว่าเสียงประหลาดนั้นสร้างภัยคุกคามถึงชีวิตต่อปราณแท้ในร่างกายของตนได้อย่างไร
ทันใดนั้น เอมอนโนสุเกะก็รู้สึกเวียนศีรษะ เขายกมือเช็ดเหงื่อบนใบหน้า คิดว่าคงเป็นเพราะเหน็ดเหนื่อยเกินไปเมื่อครู่
เขาโคจรปราณแท้ทั่วร่างหนึ่งรอบ เพื่อผ่อนคลายกล้ามเนื้อและกระดูก
แต่ถึงจะปรับลมหายใจแล้ว เอมอนโนสุเกะก็ยังรู้สึกไม่สู้ดี
เกิดอะไรขึ้น?
เหงื่อชุ่มกาย เสื้อผ้าเปียกโชกแนบติดผิวจนเหนียวเหนอะหนะ
ใต้แสงจันทร์ เอมอนโนสุเกะเห็นว่าเสื้อผ้าด้านขวามือของตนเปื้อนโลหิตเต็มไปหมด มิใช่เปียกชุ่มเพราะเหงื่อ
เขาพลันรู้สึกถึงลางร้าย
เขาค่อย ๆ เลิกชายเสื้อขึ้นอย่างระมัดระวัง จึงพบว่าบริเวณใต้ซี่โครงถูกหลินเฟิงฟันด้วยกระบี่ไปหนึ่งครั้ง
