จ้าวซั่วเกาศีรษะ “เหตุใดเจ้าถึงถามแต่ว่าจะทำอย่างไรอยู่ได้?”
เขากวาดตามองรอบด้าน ก่อนโบกมือ
“เอาเช่นนี้ แจ้งจวีเฉาเยว่กับคนอื่น ๆ ให้ถอนกำลังออกจากนครหลวงอย่างเป็นระเบียบ แต่ต้องรอให้พวกเราถอนออกจากเมืองก่อน ค่อยลงมือ”
“เสด็จพ่อเล่า?”
“ให้สวี่จิ้นหาคนหามออกจากเมืองไป”
จ้าวซั่วติดตามหลินเฟิงมานาน การกระทำจึงเด็ดขาดขึ้นมาก อีกทั้งวิธีการยังไม่ยึดติดกับแบบแผนเดิม ๆ
“นี่...นี่เหมาะสมหรือ?”
“ช่วยชีวิตก่อนเถิด ตราบใดที่ยังมีภูเขาเขียวขจี ก็ไม่ต้องกลัวว่าจะไร้ฟืนเผา จะเหมาะสมหรือไม่เหมาะสมอะไรทั้งนั้น มีชีวิตรอดค่อยว่ากัน”
ในที่สุดจ้าวฉุนก็ถูกจ้าวซั่วเกลี้ยกล่อมจนยอมออกจากเมืองไปหาหลินเฟิง
“ชักช้าไม่ได้แล้ว เรียกจ้าวกุยมาด้วย พวกเราออกเดินทางกันเถิด”
จ้าวซั่วดึงจ้าวฉุนออกจากค่ายทหาร ทั้งสองมุ่งลงไปใต้กำแพงเมืองอย่างเร่งร้อน
จักรพรรดิจ้าวเจิ้นฟื้นขึ้นท่ามกลางแรงสั่นสะเทือน
รอบด้านมืดสนิท เขาคลำหาสิ่งของข้างกาย
“คนเล่า?”
มีเสียงคนตอบมาจากมุมมืด “ฝ่าบาททรงตื่นแล้ว”
จ้าวเจิ้นได้ยินก็รู้ทันทีว่าเป็นจูฉี่เซิ่ง ขันทีเฒ่าผู้นี้จงรักภักดียิ่งกว่าสนมเอกทั้งสอง ไม่ว่าพระองค์จะอยู่แห่งหนใด เขาก็มักอยู่ด้วยเสมอ
จ้าวเจิ้นปวดศีรษะ จึงใช้มือนวดคลึงพลางถาม
“เจิ้นอยู่ที่ใด?”
“ฝ่าบาททรงอยู่ในรถม้าพ่ะย่ะค่ะ”
“อา? เหตุใดเจิ้นจึงมาอยู่ในรถม้า?”
จูฉี่เซิ่งตอบอย่างจนใจ “ฝ่าบาท พวกเราออกจากนครหลวงมาแล้ว กำลังมุ่งหน้าไปเมืองข่านพ่ะย่ะค่ะ”
“เหตุใดจึงต้องไปเมืองข่าน?”
“นครหลวงเสียแก่ข้าศึกแล้ว ไม่อาจประทับอยู่ต่อได้พ่ะย่ะค่ะ”
“อา?”
จ้าวเจิ้นนิ่งงันไปชั่วขณะ พูดอะไรไม่ออก
