จ้าวเทียนอวี๋ซาบซึ้งกับความโศกเศร้าเปี่ยมวีรภาพในบทกวีจนน้ำตาไหลพราก สะอึกสะอื้นจนไม่อาจควบคุมตนเอง
หลินเฟิงเผชิญสายตาเปี่ยมความคาดหวังนับไม่ถ้วน ภายในใจรู้สึกละอายยิ่งนัก
บัดซบ นี่ไม่ใช่บทกวีที่ข้าแต่งเสียหน่อย อย่ามองข้าเช่นนั้นสิ
เขาลอบบ่นพึมพำอยู่ในใจ ก้มหน้าดื่มสุรา ไม่กล้าสบตาผู้ใด
ยามนี้ไท่ซือว่านออกมาจากหลังฉากบังลมแล้ว ถือจอกสุราเดินไปยังเบื้องหน้าพลับพลา ก่อนค้อมกายคำนับ
“ฝ่าบาท บัดนี้กองกบฏประชิดเมือง ศัตรูรายล้อมทุกด้าน ดุจดังที่บทกวีกล่าวไว้ นี่คือเวลาที่พวกเราควรพลีชีพเพื่อแผ่นดิน การประลองบุ๋นครั้งนี้ขอให้จิ้งกั๋วกง หลินเฟิงเป็นผู้ชนะเลิศ ส่วนขั้นต่อไปจะจัดการประลองยุทธ์ขึ้นสักครา เพื่อปลุกขวัญกำลังใจเหล่าทหารต้าจง ดีหรือไม่พ่ะย่ะค่ะ”
จ้าวเจิ้นปรบมือ “ดี เช่นนั้นก็จัดการประลองยุทธ์อีกสักคราตามที่ไท่ซือกล่าว ผู้ใดคว้าชัยได้ เราก็จะพระราชทานรางวัลให้อย่างงาม”
เหล่าขุนนางพากันปรบมือร้องสรรเสริญ พร้อมเปล่งเสียงถวายพระพรหมื่นปีแด่ฝ่าบาท
หลินเฟิงให้เผยชีอินหาหมอนรองมาวาง เพื่อให้ตนนั่งได้สบายขึ้น
เขาเหลือบมองไท่ซือว่าน
เขารู้สึกเสมอว่าตาเฒ่าผู้นี้คิดไม่ซื่อ ในอกอัดแน่นด้วยความขุ่นเคือง หรือไม่ก็ยังแค้นไม่หาย
การประลองยุทธ์ครั้งนี้เกรงว่าจะมีเรื่องไม่ชอบมาพากล
หงเซียวไม่ใส่ใจเรื่องเหล่านี้แม้แต่น้อย ทั่วหล้ายังไม่เคยพบคู่ต่อสู้ที่คู่ควรกับนาง
นางมีประสบการณ์สังหารคน แต่ไม่มีประสบการณ์ปกป้องผู้ใด ท่ามกลางสถานการณ์เช่นนี้ หากนางคิดจะจากไปก็ย่อมทำได้ ใจจึงสงบนิ่งยิ่งนัก
ทว่าเผยชีอินกลับเริ่มระแวดระวัง
ประลองวาทศิลป์ยังพอว่า หากต้องลงมือประมือกันคงเกิดปัญหา
