กลางคืนฝนตกปรอยๆ ลงมา ช่วงสุดท้ายของการวิ่งวิบากเต็มไปด้วยโคลนกระเด็นเปื้อน สวีหลิงฉวีราวกับลุยหนองน้ำมา ทั้งตัวเปียกโชกและสกปรก บนหน้าและมือมีรอยขีดข่วนจากกิ่งไม้ เลือดซิบๆ แล้วก็ถูกน้ำฝนชะล้างไป เธอวิ่งไปจามไป เหมือนหมาตัวหนึ่งที่หลงทาง
อาจารย์เฉินก็แค่ตามหลังมาเรื่อยๆ ใกล้ถึงเวลาให้นักเรียนเข้านอนของฐานฝึกแล้ว บนสมองอัจฉริยะมีข้อความจากครูฝึกของฐานส่งมาถามถึงสถานการณ์ของเขาและสวีหลิงฉวี
“ทุกอย่างเรียบร้อยดี” อาจารย์เฉินตอบกลับไป “อีกไม่ถึงจะถึงแล้ว”
สวีหลิงฉวีบนเส้นทางนี้ข้ามผ่านมาอย่างไร เขามองเห็นทุกอย่าง มีหลายจุดที่คิดว่าเธอน่าจะถอดใจ แต่เธอกลับฝืนฝ่าไปได้
ตอนนี้เขายากที่จะบรรยายความรู้สึกที่มิต่อนักเรียนคนนี้
สวีหลิงฉวีไม่ได้คิดอะไรมาก สภาพร่างกายในตอนนี้ก็ไม่ยอมให้เธอคิดอะไรมาก จุดจำกัดของร่างกายได้ไปถึงแล้ว ร่างกายที่อ่อนแอแบบนี้ไม่ได้หมดสติไปต่อหน้าต่อตาเลยก็นับว่าให้หน้ากับเธอมากแล้ว
เธอเดินหน้าตามเส้นทางที่สมองอัจฉริยะวางไว้อย่างกลียึดด้วยความมุ่งมั่นเพียงอย่างเดียวที่ประคองตัวเองให้วิ่งในความมืด
ทันใดนั้นข้างหน้าก็มีแสงวุบเข้ามา งดวงตาจนสวีหลิงฉวีหลับตาลง หยุดขา
ข้างหน้าคนสองคนเดินเข้ามา สวมในชุดกันน้ำอัจฉริยะของทหาร ผ้าพิเศษที่มีความยืดยุ่นโอบรัดทั้งสองคนไว้ กั้นการกระแทกของเม็ดฝน ซึ่งแสงสว่างจ้าดั่งกลางวัน ส่องทางทั้งสายให้สว่าง
