“อยากให้ฉันหัวกระเด็นหรือไง?” หลี่เหวยอันเจ็บแทบตายอยู่แล้ว ยังถูกมิลเลอร์แบกพาดบ่าวิ่งไปตามลำธารที่เต็มไปด้วยก้อนหิน ราวกับเป็นตุ๊กตาผ้าเก่า ๆ
คราวนี้เขายิ่งเวียนหัวหนักกว่าเดิม
“นายแปลงร่างได้ด้วยเหรอ?” หลี่เหวยอันลูบมิลเลอร์ที่แข็งโป๊ก พลางถามอย่างประหลาดใจ
“อย่างน้อยฉันก็เป็นวัตถุพิสดารระดับทองนะ นี่ใช่เวลามาสนใจเรื่องนี้หรือไง?”
“รีบหาทางสิ เรากำลังถูกไล่ฆ่า” มิลเลอร์แบกหลี่เหวยอันวิ่งนำหน้า ส่วนโคลถือดาบใหญ่ไล่ตามมาจากด้านหลัง
“ดาบใหญ่นั่นเขาล้วงออกมาจากเป้ากางเกงใช่ไหม ฉันไม่ได้ตาฝาดไปใช่หรือเปล่า?” สมองของหลี่เหวยอันมึนงงไปหมด ความคิดกระโดดไปมาไม่หยุด
มิลเลอร์สะดุดล้มเพราะถูกก้อนหินใหญ่ที่โคลขว้างใส่ตามอำเภอใจ พอลุกขึ้นจากพื้นได้ก็แบกหลี่เหวยอันวิ่งต่ออย่างบ้าคลั่ง ด้วยความเร็วที่เหนือกว่าเสือชีตาห์
“ได้ยินที่ฉันพูดไหม เรากำลังหนีเอาชีวิตรอด รีบคิดหาทาง ไม่งั้นฉันทิ้งนายไว้แล้วหนีคนเดียวแน่” ขณะที่มิลเลอร์วิ่งอยู่ ร่างของเขาก็หดเล็กลงอย่างฉับพลันชั่วขณะ ถัดมา ลูกธนูที่ห่อหุ้มด้วยแสงสีทองก็พุ่งผ่านเหนือศีรษะเขาไป
“ตระกูลนักล่าอสูรระดับตำนานนี่น่ากลัวจริง ๆ” มิลเลอร์มองก้อนหินใหญ่ที่ระเบิดเป็นผุยผงอยู่ไกล ๆ เศษโลหะเล็กเท่าเมล็ดข้าวหลายเม็ดร่วงจากศีรษะโลหะของเขา
“อีก 4 นาที” หลี่เหวยอันเอ่ยขึ้น
“อะไร 4 นาที?”
“อดทนอีก 4 นาที ฉันก็จะพลิกกลับมาฆ่าพวกมันได้” หลี่เหวยอันพูดเสียงเบา
“ได้ อีก 4 นาทีฉันจะโยนนายทิ้ง ส่วนจะรอดหรือไม่ก็ขึ้นอยู่กับตัวนายแล้ว” มิลเลอร์ตัดสินใจแน่วแน่ว่าพอครบ 4 นาทีจะเผ่นทันที
“พวกแกหนีไม่พ้นหรอก ฉันจะล้างแค้นให้ลิลิธ กล้าดียังไงมาฆ่าคนรักของฉัน...” โคลคำรามเกรี้ยวกราดอยู่ด้านหลัง
