หลิวซุนฟ่ากัดฟันแน่น ยกป้ายประมูลขึ้นเหนือศีรษะ
“ได้! หนึ่งแสนหกหมื่น!”
พิธีกรเคาะค้อนชี้ไปทางเขา “บริษัทเรือชุนฟ่าเสนอหนึ่งแสนหกหมื่น!”
จินหม่านชางขมวดคิ้ว หันไปกระซิบปรึกษากับผู้ช่วยข้างกายสองสามคำ
บรรยากาศในห้องโถงตึงเครียดขึ้นเรื่อย ๆ
หลิวซุนฟ่าสังเกตว่าเฉาเฟยยังไม่เคยเอ่ยปากเลยสักครั้งตั้งแต่ต้น ใจก็พลันกระตุกวูบ
เจ้าหนูนี่กำลังคิดจะทำอะไรกันแน่?
ไม่มีเงินจริง ๆ หรือว่า...กำลังรออยู่?
ผู้ช่วยของจินหม่านชางก็โน้มตัวเข้ามากระซิบเช่นกัน
“คุณจิน เจ้าหนูนั่นยังไม่ขยับเลย หรือว่าเป็นหน้าม้า?”
“ดูไม่เหมือน”
จินหม่านชางหรี่ตา “ผมกลับคิดว่าเขากำลังรอให้ผมกับหลิวซุนฟ่าสู้กันจนแทบเอาชีวิตไม่รอด แล้วค่อยดูสถานการณ์”
“ไม่อย่างนั้นหลิวซุนฟ่าคงไม่ระแวงเจ้าหนูนี่ขนาดนั้น”
“หึ เจ้าเล่ห์ไม่เบาเลย!”
เสียงพิธีกรดังขึ้นอีกครั้ง
“หนึ่งแสนหกหมื่น ครั้งที่หนึ่ง!”
“หนึ่งแสนหกหมื่น ครั้งที่สอง!”
ในช่วงเวลาคับขัน เฉาเฟยก็ขยับตัวในที่สุด
เขาปล่อยมือเฉินรั่วหลาน ค่อย ๆ จัดปลายแขนเสื้อสูทให้เรียบร้อย จากนั้นก็ยกป้ายประมูลขึ้นช้า ๆ ท่ามกลางสายตานับร้อยคู่ที่จับจ้องมาจากทั่วทั้งห้องโถง
“สองแสน”
ทั้งห้องเงียบไปชั่วขณะ ก่อนจะมีเสียงฮือฮาดังขึ้น
“ขึ้นทีเดียวสี่หมื่นเลยเหรอ? เจ้าหนูนี่บ้าไปแล้วหรือไง!”
“เมื่อกี้เงียบมาตั้งนาน พอพูดทีเดียวก็เล่นแรงขนาดนี้เลยเหรอ?”
รอยยิ้มบนใบหน้าหลิวซุนฟ่าชะงักค้าง เขาหันขวับไปจ้องเฉาเฟยเขม็ง
จากหนึ่งแสนหกหมื่นกระโดดไปสองแสน นี่ไม่ใช่แค่ขึ้นราคา แต่เป็นการตบหน้าเขาชัด ๆ!
พิธีกรอึ้งไปสองวินาที ก่อนจะได้สติแล้วขึ้นเสียงสูงทันที
“สองแสน! สุภาพบุรุษท่านนี้เสนอราคาสองแสน! ยังมีใครจะขึ้นราคาอีกไหมครับ?”
จินหม่านชางหรี่ตามองเฉาเฟยอย่างพินิจพิเคราะห์อีกครั้ง ก่อนกระซิบปรึกษากับผู้ช่วยสองสามคำ
“คุณจิน จะสู้ต่อไหมครับ?”
“ดูกันไปก่อน เจ้าหนูนี่ลงมือหนักเกินไป ยังดูไม่ออกว่ามีทุนหนาแค่ไหน”
เมื่อเห็นว่าทางจินหม่านชางไม่มีความเคลื่อนไหว หลิวซุนฟ่ากลับรู้สึกวางใจขึ้น หัวเราะเยาะก่อนยกป้ายประมูล
“สองแสนหนึ่งหมื่น!”
