เสียงเครื่องยนต์ดีเซลดังกระหึ่มก้องไปทั่วผืนน้ำ เรือไม้สิบสองแรงม้าแล่นมุ่งออกไปกลางทะเลท่ามกลางแสงอรุณ หัวเรือแหวกคลื่นแตกกระจาย ทิ้งรอยน้ำสีขาวสองสายไว้เบื้องหลัง
ท่าเรือของหมู่บ้านดอกท้อหายลับไปนานแล้ว รอบด้านเหลือเพียงผืนทะเลกว้างใหญ่ไร้ขอบเขต ท้องฟ้ากับผืนน้ำไกลสุดสายตาบรรจบเป็นผืนเดียวกัน นาน ๆ ครั้งจะมีนกทะเลบินเฉียดปลายคลื่น เสียงร้องของมันถูกสายลมพัดกระจายหายไปอย่างรวดเร็ว
ตอนแรกเฉินรั่วซงยังยืนอยู่ที่หัวเรือ มองไปรอบ ๆ อย่างตื่นเต้น แต่ไม่นานสีหน้าก็ค่อย ๆ เปลี่ยนไป
“พี่เขย เราต้องขับไปอีกนานไหม”
“เพิ่งออกจากน่านน้ำใกล้ฝั่ง แกก็ว่าไกลแล้วเหรอ” เฉาเฟยมือหนึ่งจับหางเสือ อีกมือดันคันเร่ง “ไง ขาอ่อนแล้วหรือไง”
“ขาไม่ได้อ่อน แค่รู้สึกปั่นป่วนในท้องนิดหน่อย”
พูดจบ เฉินรั่วซงก็รีบหันไปจับขอบห้องเรือ แล้วก้มตัวลงขย้อน
ลมทะเลพัดมา สีหน้าของเขายิ่งดูแย่ลงไปอีก อาหารเช้าที่เพิ่งกินเข้าไปเกือบถูกอาเจียนออกมาจนหมด
เฉาเฟยหันกลับไปมอง มุมปากยกขึ้นเล็กน้อย
เพิ่งออกทะเลด้วยเรือดีเซลหนักแบบนี้เป็นครั้งแรก แล้วยังเจอแรงกระแทกต่อเนื่อง อาการเมาเรือเป็นเรื่องปกติ เมื่อก่อนเขาเองก็เคยทรมานกับเรื่องนี้มาไม่น้อย
“รั่วซง อย่าอ้วกลงเรือ ไปนั่งในห้องเรือเถอะ”
“ผมยังไหว พี่เขยไม่ต้องสนใจผม!”
เฉินรั่วซงกัดฟันยืนตัวตรง แต่พอสิ้นเสียง เรือก็ยกตัวขึ้นลงตามคลื่นลูกหนึ่ง ร่างของเขาโงนเงนไปสองสามครั้ง ใบหน้าซีดเผือดอย่างเห็นได้ชัด
เฉาเฟยบังคับเรือผ่านผืนน้ำที่สงบอยู่ช่วงหนึ่ง จากนั้นก็หยิบกระติกน้ำออกมา
“ดื่มนี่ซะ”
เฉินรั่วซงรับกระติกมา มองเขาอย่างสงสัย “นี่อะไรเหรอ”
“สูตรพิเศษ ใส่ผงยาไปหน่อย ดื่มแล้วจะไม่ค่อยเมาเรือ”
เฉาเฟยหาเหตุผลส่ง ๆ ไป ที่จริงน้ำในกระติกผสมน้ำจากน้ำพุวิเศษไว้ตั้งนานแล้ว
เฉินรั่วซงไม่มีเวลาซักถาม เงยหน้ากระดกดื่มไปหลายอึก
สายน้ำเย็นชุ่มไหลลงท้อง ความรู้สึกปั่นป่วนราวกับทะเลพลิกฟ้าคว่ำแผ่นดินกลับทุเลาลงอย่างรวดเร็ว แม้แต่ศีรษะที่หนักอึ้งก็ปลอดโปร่งขึ้นมาก
