ฤดูหนาวในกรุงปักกิ่งโดยทั่วไปแล้ว พระอาทิตย์ไม่ได้ส่องแสงจ้ามากนัก เมฆสีหม่นลอยอยู่บนฟ้าราวกับทั้งเมฆทั้งหมอก อากาศส่วนใหญ่เป็นสีเทามัวๆ ไปหมด
ในห้องเรียนเปิดเครื่องทำความร้อนไว้อย่างอบอุ่น แต่บรรดาผู้เข้าสอบในห้องกลับรู้สึกได้ว่าปลายนิ้วเริ่มเย็นเยียบ ร่างกายก็เริ่มแข็งทื่อ
สายตาทั้งหมดของพวกเขาต่างจ้องไปทางเซี่ยหลี ดวงตาเต็มไปด้วยความคาดหวัง หัวใจแทบกระโดดออกมาจากลำคอ ความรู้สึกในใจบอกไม่ถูกว่าตื่นเต้นหรือกังวล ชวนให้คนนั่งไม่ติดอยู่จริงๆ
หัวเซี่ยเพิ่งฟื้นฟูระบบสอบเข้ามหาวิทยาลัยได้ไม่กี่ปี ปีนี้เพิ่งเริ่มฟื้นฟูการสอบบัณฑิตศึกษา ตอนนี้อาจารย์ทั้งหลายยังไม่มีแนวทางรับบัณฑิตศึกษาที่ช่ำชอง และอาจารย์ส่วนใหญ่ในสาขาที่ต้องใช้ความรู้ขั้นสูงแบบนี้ไม่ได้เป็นแค่เพียงอาจารย์ แต่ยังเป็นนักวิจัยที่มีโครงการวิจัยเป็นของตัวเองอีกด้วย อาจารย์ทำงานยุ่งจึงไม่มีเวลามากพอที่จะดูแลลูกศิษย์ โดยทั่วไปก็จะไม่รับลูกศิษย์มากเกินไป กลัวว่าจะดูแลไม่ไหว แล้วก็กลัวว่าจะสอนได้ไม่ดี
ตามมหาวิทยาลัยธรรมดาทั่วไป ก็มีความเป็นไปได้สูงที่จะมีอาจารย์ห้าคนดูแลนักศึกษาคนเดียว หรืออาจารย์เป็นกลุ่มใหญ่คอยดูแลนักศึกษาคนเดียว
แต่มหาวิทยาลัยชั้นนำอย่างมหาวิทยาลัยปักกิ่งนั้นแตกต่างอย่างสิ้นเชิง
สำหรับอาจารย์ดีๆ การจะเลือกหนึ่งในสาม ในห้า หรือในแปดก็เป็นเรื่องที่เกิดขึ้นได้บ่อยมาก แต่พอมาถึงเซี่ยหลีที่นี่ ยิ่งเป็นแบบเลือกหนึ่งในยี่สิบกว่าคน หรือเลือกสองในยี่สิบกว่าคน อาจารย์ระดับนี้เพราะมีโปรเจกต์ของตัวเองที่ต้องดูแล โดยทั่วไปแล้วจะไม่ทุ่มเทแรงกายแรงใจเป็นอย่างมากในการดูแลลูกศิษย์ ลูกศิษย์ในมือจึงต้องไม่มากเกินไปอย่างแน่นอน
คนรอบข้างล้วนเป็นนักเรียนหัวกะทิจากหลากหลายสาขา แถมยังมีอาจารย์ที่ปรึกษามาแย่งชิงที่นั่งกับพวกเขาอีก จำนวนที่รับสมัครก็มีจำกัด ความกดดันที่เกิดขึ้นกับบรรดาผู้เข้าสอบในที่นั้นจึงพอจะนึกภาพออก