จางเหลาซานยิ้มแห้ง ๆ ก่อนจะกลับมาเป็นปกติโดยเร็ว สายตามองไปที่ลูกสาวซึ่งปกติแล้วไร้ซึ่งเรี่ยวแรง แต่วันนี้กลับมีชีวิตชีวาผิดปกติ กำลังรื้อของเล่นของตัวเองเพื่อเตรียมต้อนรับลูกสาวของน้องชาย สายตาของเขาอ่อนโยนลงอีกนิด แววตายังแฝงไปด้วยความเจ็บปวดอย่างเห็นได้ชัด
“ตอนเธออายุสองขวบ เริ่มมีไข้ขึ้น ๆ ลง ๆ อย่างไม่มีระเบียบ เป็นไข้อยู่นานครึ่งเดือน อุณหภูมิสูงถึง 40 องศา หายใจถี่ ๆ เด็กน้อยตัวแดงก่ำ หลับตาสนิทแน่น หายใจไม่ออก ดูน่าสงสารมาก
ผมกับเมียยืมเงินญาติพี่น้องเพื่อนฝูงจนครบแล้วถึงพาเธอไปหาหมอ หมอวินิจฉัยว่าเป็นปอดบวม
ตอนนั้นยาฆ่าเชื้อที่มีขายในท้องตลาดและเราพอจะซื้อหาได้ ใช้มาหมดทุกอย่างแล้ว อุณหภูมิยังคงแกว่งระหว่าง 38 ถึง 41 องศา ต่อให้รอให้มันลดเอง ไม่งั้นมันก็ไม่มีทางลดลงได้เลย
หมอก็หาสาเหตุไม่เจอ ก็รักษากันไปเรื่อย ๆ อย่างนั้นแหละ ต่อมาเราไปโรงพยาบาลที่ใหญ่กว่าเดิม หมอบอกว่าเธอเป็นวัณโรคปอดและไอเป็นเลือด”
พูดมาถึงตรงนี้ สายตาของเขามองไปที่เซี่ยหลี สีหน้าดูเก้อเขินเล็กน้อย
“จริง ๆ แล้วตอนนั้นผมโกหกคุณ
ของที่ผมเอาไปขายตอนนั้น ไม่ใช่ของเก่าโบราณที่สืบทอดต่อกันมาจากบรรพบุรุษ แต่เป็นของที่ผมไปขุดจากใต้ดินมา
ตอนนั้นผมจนตรอกจริง ๆ ลูกสาวใกล้จะตายอยู่แล้ว เด็กน้อยตัวเล็ก ๆ นอนอยู่ในอ้อมแขนผม หน้าแดงก่ำด้วยไข้ ทนทุกข์ทรมานก็ไม่รู้จะสื่อออกมายังไง ทำได้แค่ร้องไห้เสียงอ่อย ๆ แผ่วเบา
ตอนนั้นผมคิดแค่ว่า ถ้าลูกยังมีหวังที่จะมีชีวิตอยู่ ต่อให้ผมขุดของแล้วถูกจับได้โดนยิงทิ้งก็ไม่เป็นไร อย่างน้อยก็ไม่ต้องเห็นลูกทนทรมานอยู่ทั้งเป็น
