สายตาของมารดาสกุลลู่หลุดลอยไปยังทิศทางที่คุณปู่เดินจากไป น้ำเสียงเบา ๆ ที่อธิบายให้เซี่ยหลีฟังนั้นแฝงความหวนคิดเล็กน้อย “ถ่าซานอยู่ที่เมืองหูลู่ในมณฑลเหลียวหนิง
แม้จะมีชื่อว่าถ่าซาน แต่ที่แห่งนั้นไม่มีทั้งเจดีย์และภูเขา เป็นเพียงหมู่บ้านเล็ก ๆ ที่กว้างใหญ่ไพศาล
กระนั้น มันกลับเป็นเส้นทางเดียวที่ ‘กองกำลังบุกตะวันออก’ ของกองทัพก๊กมินตั๋งใช้เดินทัพมาช่วยจินโจวในปีนั้น จุดยุทธศาสตร์สำคัญยิ่ง
เดือนตุลาคม ปี 48 เจียงไคเชกเรียกกำลังพลชั้นยอดจาก 11 กองพล พร้อมกำลังไฟจากทั้งเรือรบและเครื่องบิน อวดดีที่จะยกมาช่วยจินโจว
ส่วนฝ่ายเรา กองพลที่ 4 และ 11 ของกองทัพสนามตะวันออกเฉียงเหนือ และหน่วยป้องกันอื่น ๆ แม้จะเสียเปรียบทั้งกำลังพลและอาวุธยุทโธปกรณ์ ไม่มีแม้แต่ภูมิประเทศที่ตั้งรับได้ ก็ยังตรึงมั่นอยู่บนแนวรบ ตั้งรับถึงตายหกวันหกคืน
ยุทธการป้องกันแนวรบอันเลือดนองที่สุดขีดนี้ ตัดกำลังเสริมของก๊กมินตั๋งขาดสนิท ปกป้องกองหลักให้ยึดจินโจวสำเร็จ และได้รับยกย่องเป็นหนึ่งใน ‘สามยุทธการตั้งรับ’ แห่งสงครามปฏิวัติปลดปล่อย และเป็นแบบฉบับการป้องกันแนวรบอย่างมั่นคงที่โลกทั้งใบยกให้เป็นตำรา
ยุทธการถ่าซานเลวร้ายเกินบรรยาย เรียกว่าโรงโม่เนื้อเลือดก็ไม่เกินจริง พวกเราไม่มีกำลังพลเหนือกว่า ไม่มีอาวุธหนัก ไม่มีที่ตั้งรับ
ขณะที่ก๊กมินตั๋งไม่เพียงกำลังพลมากกว่า ยังมีปืนใหญ่จากเรือรบยิงถล่มและเครื่องบินกวาดยิง ฝ่ายเราจึงเหลือเพียงการแลกชีวิตหนึ่งต่อหนึ่งเพื่อยืนหยุด ซึ่งบนสมรภูมิปกติแทบไม่เคยเห็น
เจียงไคเชกส่งหน่วยรักษาตัวสุดเก่งที่เคยอวดว่า ‘ไม่มีแนวรบไหนที่ยึดไม่ได้’ นั่นคือกองพลอิสระที่ 95 ลงสมรภูมิ
หน่วยนี้รบเดือดดาลสุดขีด คัดแกนกลางตั้งเป็น ‘หน่วยอาสาสละชีวิต’ ถอดเสื้อท่อนบน ถือดาบปลายปืนบุกเข้าปะทะอย่างบ้าคลั่ง
พวกมันบุกกระแทกแนวป้องกันของเราอย่างไม่เห็นแก่ชีวิต ทหารของเราก็ยืนตายไม่ถอย ในการระดมทิ้งระเบิดของเครื่องบินข้าศึก ป้อมค่ายชั่วคราวและบังเกอร์ที่สร้างเสร็จใหม่ถูกทำลายพรึ่บเดียว