เมื่อแม่ลู่เงยหน้าขึ้นมองให้ชัดว่าคนที่ยืนอยู่หน้าประตูคือเซี่ยหลี เธอรีบตบอกตัวเองเบา ๆ แล้วถอนลมหายใจยาว ทำท่าเหมือนพ้นภัย
ถึงแม้นางจะเคารพนับถือคุณปู่อย่างสุดซึ้ง และโศกเศร้าเสียใจกับการจากไปของท่านไม่ต่างกัน แต่ในวันที่ศพท่านยังตั้งวางอยู่ จู่ ๆ ก็มีมือเย็นเยียบมือหนึ่งเอื้อมมาแตะไหล่นางโดยไม่มีเสียงเผยอ จะคิดยังไงก็น่าขนลุกชะงัก
ที่นางไม่กระโดดถีบตัวลุกขึ้นทันที ก็เพราะนางเคยผ่านสมรภูมิไฟสงครามมาแล้ว จิตใจแกร่งเป็นเยี่ยม
ลูกสะใภ้คนนี้ของนางไม่เสียที่เคยรับราชการทหารจริง ๆ เดินแล้วไม่มีเสียงเลยแท้
นางรีบยกมือปาดน้ำตาที่แก้ม เพื่อไม่ให้ตัวเองดูล่มทรุดเกินไป
แล้วเงยหน้าขึ้นมองเซี่ยหลี ยิ้มฝืน ๆ อย่างตึง ๆ บังคับสีหน้าให้ดูอ่อนโยน ลดเสียงต่ำจนเหลือเพียงสองคนนี้เท่านั้นที่ได้ยิน แล้วเอ่ยกับเซี่ยหลีเบา ๆ ว่า “มาหาติ้งหยวนหรือ”
เซี่ยหลีพยักหน้ารับ
คนหายไปทั้งคืน เธอออกมาดู ผลปรากฏว่าออกมาเห็นแม่ผัวของเธอกำลังแอบซุกตัวอยู่หัวมุมกำแพง ทั้งที่ปวดใจแทนลู่ติ้งหยวนแทบแย่ ก็ยังไม่ออกไปรบกวนเขา
คงเป็นเพราะเกรงใจความภูมิใจและแว่นหน้าของลู่ติ้งหยวนกระมัง
ในเมื่อกลางวันลู่ติ้งหยวนเศร้าโศกขนาดนั้นก็ไม่ยอมร้องไห้ ต่อให้มารอดึกจึงแอบมาร้อง
แม่ลู่ถอนหายใจยาว แล้วลดเสียงลงต่ำอีกครั้ง เอ่ยกับเซี่ยหลีเบา ๆ ว่า “งั้นเธอไปปลอบเขาเถอะ แม่จะไปดูน้อยนาก เดี๋ยวแม่หอบเขากลับไปนอนห้องแม่เลย พวกเธอก็เข้านอนเร็ว ๆ นะ”
เซี่ยหลีพยักหน้า ตอบรับเบา ๆ ว่า “คะ”
แม่ลู่ถอนหายใจอีกครั้ง แล้วเดินตรงไปยังห้องของเซี่ยหลีกับลู่ติ้งหยวนทันที จะพาน้อยนากกลับไปนอนห้องตัวเอง กันไม่ให้เด็กนอนท่าไม่ดีอยู่ตัวคนเดียว แล้วเกิดเหตุผ้าห่มบังหน้าจนหอบหรืออะไรทำนองนี้อีก
ส่วนลูกชาย… ไม่ใช่เด็กเล็กขนาดน้อยนากแล้ว จะไม่มานอนแอบร้องไห้ซบอกแม่เหมือนตอนเล็กอีกแล้ว ให้ลูกสะใภ้ไปปลอบดีกว่า
